10 มกราคม 2569

บรรยากาศกิจกรรมวันปีใหม่

องค์กรที่แข็งแรง ไม่ได้เริ่มจากงาน…แต่เริ่มจากคน ที่ GRAMMY & EASY LAB เรามีมากกว่าการทำงานร่วมกัน แต่เรามีช่วงเวลาดี ๆ ที่ได้ดูแลกันทั้งเรื่องงาน และเรื่องใจ ทุกต้นปี เราเริ่มต้นด้วย กิจกรรมทำบุญประจำปี เพื่อเติมพลังใจ เสริมสิริมงคล และก้าวเข้าสู่ปีใหม่ไปพร้อมกันอย่างอบอุ่น ตามด้วยกิจกรรมสานสัมพันธ์ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความเป็นกันเอง คือสิ่งที่เราให้ความสำคัญไม่แพ้งานที่ทำในทุกวัน ปีนี้ เรายังได้ร่วมชม การแสดงโขนรามเกียรติ์ ศิลปวัฒนธรรมไทยอันทรงคุณค่าที่สะท้อนรากเหง้า ความงดงาม และการเติบโตอย่างมีคุณค่าขององค์กรเรา เพราะเราเชื่อว่า ทีมที่มีความสุข คือทีมที่เติบโตได้อย่างมั่นคง ก้าวเข้าสู่ปีใหม่ พ.ศ. 2569 ขอให้ปีนี้เป็นปีแห่งพลังบวก ความสามัคคี และความสำเร็จที่เราสร้างไปด้วยกัน
144527ปก.jpg

อ่านเพิ่มเติม

1 กันยายน 2569

Checklist เลือกผู้รับเหมาห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงาน 10 ข้อที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ

Checklist เลือกผู้รับเหมาห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงาน: 10 ข้อที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจการสร้างหรือปรับปรุงห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงาน เป็นโครงการที่ต้องพิจารณามากกว่าราคาและระยะเวลาติดตั้ง เพราะเมื่อห้องเริ่มเปิดใช้งานจริง สิ่งที่มีผลต่อการทำงานในระยะยาวคือทั้ง Layout ระบบวิศวกรรม วัสดุ อุปกรณ์ และความสอดคล้องกับมาตรฐานที่เกี่ยวข้องดังนั้น การเลือกผู้รับเหมาห้องปฏิบัติการจึงไม่ควรมองเพียงว่า “ใครเสนอราคาดีกว่า” แต่ควรพิจารณาว่า ผู้รับเหมารายนั้นมีความเข้าใจงานห้องปฏิบัติการมากพอที่จะออกแบบและเชื่อมโยงองค์ประกอบต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกันได้หรือไม่ก่อนตัดสินใจเลือกผู้รับเหมา ลองใช้ 10 ข้อต่อไปนี้เป็น Checklist ประกอบการพิจารณา Checklist 10 ข้อ ก่อนเลือกผู้รับเหมา1. มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางหรือไม่ งานห้องปฏิบัติการมีรายละเอียดแตกต่างจากงานตกแต่งหรือก่อสร้างพื้นที่ทั่วไป เพราะต้องคำนึงถึงทั้งรูปแบบการใช้งาน ระบบวิศวกรรม และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ผู้รับเหมาที่มีความเข้าใจด้าน Laboratory Engineering จึงสามารถมองเห็นข้อจำกัดและความต้องการของพื้นที่ได้มากกว่าการติดตั้งตามแบบเพียงอย่างเดียวก่อนเลือกผู้รับเหมา จึงควรตรวจสอบว่ามีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในงานห้องปฏิบัติการโดยตรงหรือไม่ 2. มีแนวคิดการออกแบบที่ชัดเจน แบบที่ดูดี ไม่ได้หมายความว่าจะทำงานได้ดีเสมอไป สิ่งที่ควรพิจารณาคือ ผู้รับเหมาเข้าใจ Workflow ของผู้ใช้งานหรือไม่ ตั้งแต่ลำดับการทำงาน การเคลื่อนย้ายตัวอย่าง ตำแหน่งอุปกรณ์ ไปจนถึงการเข้าถึงระบบต่าง ๆ รวมถึงมีแนวคิดแบบ Integrated System ที่นำองค์ประกอบภายในห้องมาพิจารณาร่วมกันหรือไม่เพราะแนวคิดในการออกแบบตั้งแต่ต้น จะส่งผลต่อประสิทธิภาพของห้องไปตลอดอายุการใช้งาน 3. เข้าใจมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ห้องปฏิบัติการแต่ละประเภทอาจมีข้อกำหนดแตกต่างกันออกไป ตัวอย่างมาตรฐานหรือระบบที่อาจเกี่ยวข้อง ได้แก่ ISO 17025, GMP และ GLP ดังนั้น ผู้รับเหมาควรมีความเข้าใจข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับโครงการ เพื่อให้การออกแบบและติดตั้งสอดคล้องกับแนวทางที่องค์กรต้องรองรับ และช่วยลดปัญหาเมื่อต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจประเมิน (Audit) 4. มีผลงานจริง (Case Study) ประสบการณ์จากโครงการจริงเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยให้เห็นความสามารถของผู้รับเหมาได้ชัดเจนขึ้นควรพิจารณาว่าเคยดำเนินโครงการที่มีลักษณะใกล้เคียงกับงานของเราหรือไม่ รวมถึงมี Case Study หรือผลงาน Before–After ที่สามารถใช้ประกอบการพิจารณาได้หรือไม่เพราะผลงานจริงช่วยให้ประเมินได้ทั้งคุณภาพงาน แนวทางการออกแบบ และประสบการณ์ในการแก้ปัญหาหน้างาน 5. ออกแบบและผลิตได้ในที่เดียว (One-stop Service) โครงการห้องปฏิบัติการมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต ไปจนถึงการติดตั้ง หากแต่ละส่วนดำเนินการโดยหลายฝ่ายที่ไม่ได้ทำงานร่วมกัน อาจเกิดช่องว่างในการสื่อสาร และนำไปสู่ความคลาดเคลื่อนระหว่างแบบกับงานจริงการเลือกผู้ให้บริการที่สามารถดูแลกระบวนการได้อย่างต่อเนื่อง หรือมีรูปแบบ One-stop Service จึงช่วยให้การประสานงานเป็นระบบมากขึ้น และลดความผิดพลาดจากการส่งต่องานระหว่างหลายฝ่าย 6. มีการทำ 3D Visualization ก่อนผลิต การเห็นแบบในรูป 2 มิติ อาจยังไม่เพียงพอสำหรับการประเมินพื้นที่ทั้งหมด 3D Visualization ช่วยให้ผู้ใช้งานเห็นภาพของห้องก่อนเริ่มสร้างจริง สามารถตรวจสอบตำแหน่งโต๊ะ อุปกรณ์ พื้นที่ใช้งาน และองค์ประกอบต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้นหากพบจุดที่ต้องปรับ ก็สามารถแก้ไขได้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ซึ่งช่วยลดการแก้ไขหน้างานและช่วยควบคุมงบประมาณของโครงการได้ดีขึ้น 7. เข้าใจระบบวิศวกรรม (Utility & Ventilation) ห้อง Lab ไม่ได้มีเพียงโต๊ะปฏิบัติการและตู้ต่าง ๆ แต่ยังมีระบบวิศวกรรมที่อยู่เบื้องหลังการใช้งานไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ ระบบแก๊ส หรือระบบระบายอากาศ ระบบเหล่านี้ต้องสัมพันธ์กับ Layout อุปกรณ์ และลักษณะการใช้งานของพื้นที่ หากออกแบบแยกออกจากกัน อาจเกิดปัญหาเมื่อนำห้องมาใช้งานจริงความเข้าใจด้าน Utility และ Ventilation จึงเป็นอีกเรื่องสำคัญที่ควรพิจารณาก่อนเลือกผู้รับเหม 8. สามารถให้คำแนะนำเชิงเทคนิคได้ ผู้รับเหมาที่ดีไม่ควรมีหน้าที่เพียงรับแบบแล้วผลิตตามแบบเท่านั้น แต่ควรสามารถให้คำแนะนำเมื่อพบว่าบางรายละเอียดอาจไม่เหมาะกับการใช้งานจริง รวมถึงเสนอทางเลือกด้านวัสดุ ระบบ หรือวิธีการออกแบบที่เหมาะสมกว่าได้เพราะในหลายโครงการ ปัญหาบางอย่างอาจมองไม่เห็นจากแบบ แต่จะเห็นได้จากประสบการณ์ในการทำงานจริง 9. มีการวางแผนโครงการที่ชัดเจน คุณภาพของงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับการออกแบบเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการบริหารโครงการด้วยก่อนเริ่มงานจึงควรมีความชัดเจนทั้งเรื่อง Timeline ขั้นตอนการทำงาน และกระบวนการควบคุมคุณภาพการวางแผนที่ดีช่วยให้ทุกฝ่ายเห็นภาพเดียวกัน ลดความเสี่ยงของงานล่าช้า และทำให้สามารถติดตามความคืบหน้าของโครงการได้ง่ายขึ้น 10. คิดในมุมระยะยาว ไม่ใช่แค่ราคาปัจจุบัน ราคาตอนเริ่มต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุนทั้งหมด สิ่งที่ควรพิจารณาควบคู่กันคือ อายุการใช้งาน การบำรุงรักษา ความเหมาะสมของวัสดุ และค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต บางทางเลือกอาจมีต้นทุนเริ่มต้นต่ำกว่า แต่หากต้องซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่เร็วกว่าที่ควร ก็อาจกลายเป็นต้นทุนที่สูงกว่าในระยะยาวดังนั้น การเปรียบเทียบผู้รับเหมาจึงควรมองที่ความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน ไม่ใช่เฉพาะราคาที่เห็นในใบเสนอราคา มุมมองทางวิศวกรรม การเลือกผู้รับเหมาห้องปฏิบัติการที่เหมาะสม ไม่ได้หมายถึงการเลือกผู้ที่เสนอราคาต่ำที่สุด แต่คือการพิจารณาว่าใครสามารถเข้าใจการใช้งาน ออกแบบพื้นที่ เชื่อมโยงระบบวิศวกรรม และพัฒนาโครงการให้สามารถนำไปใช้งานจริงได้อย่างเหมาะสมแนวคิด Engineering-Based Design และ Integrated Lab System จึงเป็นส่วนสำคัญในการพิจารณาคุณภาพของงาน เพราะห้องปฏิบัติการไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ที่มีโต๊ะและอุปกรณ์ครบ แต่เป็นพื้นที่ที่หลายระบบต้องทำงานร่วมกัน สรุป ก่อนตัดสินใจเลือกผู้รับเหมาห้องปฏิบัติการ ลองกลับมาตรวจสอบทั้ง 10 ข้ออีกครั้ง ตั้งแต่ความเชี่ยวชาญ แนวคิดการออกแบบ ความเข้าใจมาตรฐาน ผลงานที่ผ่านมา ความสามารถในการดูแลโครงการ ระบบวิศวกรรม ไปจนถึงการวางแผนและความคุ้มค่าในระยะยาวเพราะการเลือกผู้รับเหมาที่เหมาะสมตั้งแต่ต้น ไม่ได้ช่วยเพียงให้งานติดตั้งเสร็จตามแบบ แต่ยังมีส่วนช่วยให้ห้องปฏิบัติการสามารถรองรับการทำงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหลังจากเปิดใช้งาน  สําหรับองค์กรที่กำลังวางแผนออกแบบหรือปรับปรุงห้องปฏิบัติการ EASYLAB พร้อมให้คำปรึกษาด้าน Laboratory Layout, Workflow และ Integrated Lab System เพื่อช่วยวางแนวทางการออกแบบที่สอดคล้องกับมาตรฐานและการใช้งานจริงของแต่ละองค์กร Line: @skpower | skpower.co.th | Tel: 0-2431-6061-6

112334แบนเนอร์3.jpg

อ่านเพิ่มเติม

15 มิถุนายน 2569

โต๊ะปฏิบัติการ (Lab Bench) ควรเลือกวัสดุอะไร ?

โต๊ะปฏิบัติการ (Lab Bench) ควรเลือกวัสดุอะไร?  ไม่มีวัสดุที่ดีที่สุด มีแต่วัสดุที่เหมาะกับงานมากที่สุด ในการออกแบบห้องปฏิบัติการ หนึ่งในคำถามที่พบอยู่เสมอ คือ ควรเลือกโต๊ะปฏิบัติการแบบไหน?หลายองค์กรเริ่มต้นจากการเปรียบเทียบราคาหรือเลือกจากลักษณะภายนอกของวัสดุ แต่ในความเป็นจริง ปัญหาที่เกิดขึ้นภายหลัง มักไม่ได้เกิดจากคุณภาพของวัสดุ แต่เกิดจากการเลือกวัสดุ ไม่สอดคล้องกับลักษณะการใช้งาน วัสดุที่เหมาะกับห้องปฏิบัติการเคมี อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับห้องปฏิบัติการอาหาร และวัสดุที่เหมาะกับพื้นที่สะอาด อาจไม่จำเป็นสำหรับห้องปฏิบัติการทั่วไป ดังนั้นก่อนเลือกวัสดุ สิ่งสำคัญที่สุด ไม่ใช่การถามว่าวัสดุชนิดใดดีที่สุด แต่คือการถามว่า ห้องปฏิบัติการนี้ใช้งานอย่างไรก่อนเลือกวัสดุควรถามคำถามเหล่านี้ • มีการใช้สารเคมีประเภทใด • ความถี่ในการใช้งานมากน้อยเพียงใด • ต้องรองรับมาตรฐานใดบ้าง • มีความเสี่ยงด้านการปนเปื้อนหรือไม่ • อายุการใช้งานที่คาดหวังคือกี่ปี คำตอบของคำถามเหล่านี้ จะเป็นตัวกำหนดว่าวัสดุชนิดใดเหมาะสมที่สุดEpoxy Resin   เมื่อต้องเผชิญกับสารเคมีอย่างจริงจัง Epoxy Resin เป็นวัสดุที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ในห้องปฏิบัติการที่มีการใช้สารเคมีเข้มข้น จุดเด่นคือความสามารถในการทนกรด ด่าง และสารเคมีหลากหลายประเภทEpoxy Resin จึงถูกเลือกใช้ใน • ห้องปฏิบัติการเคมี • ห้องวิเคราะห์ • งานวิจัยที่ใช้สารเคมีเข้มข้นแม้จะมีต้นทุนสูงกว่า แต่มักช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะยาว จากการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนวัสดุก่อนเวลาอันควรPhenolic Resin  ทางเลือกที่สมดุลสำหรับการใช้งานทั่วไป Phenolic Resin เป็นวัสดุที่ได้รับความนิยมอย่างมากเนื่องจากมีความสมดุล ทั้งด้านราคาและประสิทธิภาพการใช้งานPhenolic Resin จึงถูกเลือกใช้ใน • ห้องปฏิบัติการ QC • ห้องปฏิบัติการการเรียนการสอน • งานวิเคราะห์ทั่วไปเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์องค์กรจำนวนมาก ที่ต้องการประสิทธิภาพในงบประมาณที่เหมาะสมStainless Steel  เมื่อความสะอาดคือหัวใจสำคัญ ในบางอุตสาหกรรมความทนสารเคมี อาจไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุด แต่เป็นเรื่องของสุขอนามัย และการควบคุมการปนเปื้อนStainless Steel จึงถูกเลือกใช้ใน • อุตสาหกรรมอาหาร • อุตสาหกรรมยา • พื้นที่ Cleanroom • พื้นที่ควบคุมการปนเปื้อน เพราะสามารถทำความสะอาดได้ง่าย และรองรับข้อกำหนดด้านสุขอนามัยได้เป็นอย่างดีหากเลือกวัสดุผิด ส่งผลอย่างไร การเลือกวัสดุที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิด • ความเสียหายของพื้นผิวก่อนเวลา • ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย • ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมที่เพิ่มขึ้น • การเปลี่ยนวัสดุใหม่เร็วกว่าที่ควร ซึ่งในหลายกรณี มีมูลค่าสูงกว่าความแตกต่างของราคาวัสดุ ตั้งแต่เริ่มต้นหลายเท่า ในมุมมองทางวิศวกรรม   ไม่มีวัสดุชนิดใด ที่เหมาะกับห้องปฏิบัติการทุกประเภท ดังนั้นการตัดสินใจที่ถูกต้อง จึงไม่ใช่การเลือกวัสดุที่ดีที่สุด แต่คือการเลือกวัสดุที่เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานมากที่สุดเพราะห้องปฏิบัติการที่ดี ไม่ได้เริ่มต้นจากการเลือกวัสดุราคาแพงที่สุด แต่เริ่มต้นจากการเข้าใจ ว่าพื้นที่นั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร  EASYLAB Design with responsibility. Build with standards.

152437ChatGPT Image 15 พ.ค. 2569 15_23_52.webp

อ่านเพิ่มเติม

15 พฤษภาคม 2569

ตู้ดูดควันในแล็บ ดูดควันไม่ออก — เกิดจากอะไร และอันตรายแค่ไหน?

ถ้าคุณเคยรู้สึกว่ามีกลิ่นสารเคมีรั่วออกมาจากตู้ดูดควันขณะทำงาน นั่นไม่ใช่เรื่องปกติตู้ดูดควัน (Fume Hood) คืออุปกรณ์ด้านแรกที่ปกป้องคุณจากไอสารเคมีในทุกการทดลอง แต่จากประสบการณ์กว่า 30 ปีในวงการวิศวกรรมห้องปฏิบัติการ พบว่าแล็บส่วนใหญ่ในไทยใช้ตู้ดูดควันที่ทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน โดยไม่รู้ตัวสัญญาณที่บอกว่าตู้ดูดควันของคุณมีปัญหาก่อนจะพูดถึงสาเหตุ ลองเช็กตัวเองก่อนครับว่าเคยเจอสิ่งเหล่านี้ไหม- ได้กลิ่นสารเคมีขณะทำงานอยู่หน้าตู้- เปลวไฟหรือควันเคลื่อนที่ออกด้านหน้าแทนที่จะถูกดูดเข้าไป- กระดาษทิชชูที่วางขอบตู้ไม่ถูกดูดเข้าหาตู้- ระบบส่งเสียงดังผิดปกติหรือทำงานไม่สม่ำเสมอถ้าเจอสิ่งเหล่านี้แม้แค่ข้อเดียว แสดงว่าระบบ containment ของตู้กำลังล้มเหลว และคุณกำลังสูดดมไอสารเคมีเข้าร่างกายโดยไม่รู้ตัวFace Velocity คืออะไร และทำไมถึงสำคัญที่สุดตัวเลขที่วัดประสิทธิภาพของตู้ดูดควันเรียกว่า Face Velocity ความเร็วของกระแสอากาศที่ดูดเข้าตู้ผ่านช่องเปิดด้านหน้ามาตรฐาน ASHRAE 110 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสำหรับการทดสอบ fume hood กำหนดค่า face velocity ที่ปลอดภัยไว้ที่ 0.3–0.5 เมตรต่อวินาที (60–100 fpm)ต่ำกว่านี้ = ดูดไม่พอ ไอสารเคมีรั่วออกมาสูงกว่านี้มากเกินไป = เกิด turbulence อากาศวนกลับออกมาแทนปัญหาคือแล็บส่วนใหญ่ไม่เคยวัดค่านี้เลยตั้งแต่ติดตั้ง5 สาเหตุหลักที่ทำให้ตู้ดูดควันทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน1. ออกแบบระบบ ventilation ผิดตั้งแต่แรกท่อระบายอากาศขนาดผิด หรือ fan ที่เลือกมาไม่รองรับ static pressure ที่แท้จริงของระบบ เป็นปัญหาที่แก้ยากที่สุดเพราะต้องแก้ที่การออกแบบ ไม่ใช่แค่ปรับ setting2. มีคนเปิดประตู-หน้าต่างใกล้ตู้กระแสลมจากภายนอกรบกวน airflow หน้าตู้โดยตรง แม้แค่คนเดินผ่านเร็วๆ ก็ทำให้เกิด turbulence ได้ชั่วคราว3. ตำแหน่งติดตั้งผิดตู้ดูดควันที่อยู่ใกล้ประตู ช่องแอร์ หรืออยู่ในทางสัญจรของคน จะเกิดปัญหา cross-draft ซึ่งรบกวน containment อย่างรุนแรง4. ไม่ได้รับการ maintainฝุ่นและสารตกค้างในท่อสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ airflow ลดลงทีละน้อยจนผู้ใช้งานไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง5. เปิด sash สูงเกินไปยิ่ง sash เปิดสูง พื้นที่หน้าตู้กว้างขึ้น face velocity ลดลงโดยอัตโนมัติ ตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุดคือเปิด sash ไม่เกิน 45 ซม. หรือตามที่ตู้กำหนดอันตรายที่เกิดขึ้นจริงเมื่อตู้ทำงานผิดมาตรฐานไม่ใช่แค่เรื่องกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ครับ แต่มีผลกระทบที่จับต้องได้สารเคมีหลายชนิดที่ใช้ในแล็บทั่วไปเช่น formaldehyde, benzene, หรือ acid vapor มีค่า TLV (Threshold Limit Value) ต่ำมาก การสูดดมสะสมแม้ในปริมาณน้อยทุกวันส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ ตับ และระบบประสาทในระยะยาว โดยที่ผู้ใช้งานไม่รู้สึกถึงอันตรายในทันทีวิธีเช็กเบื้องต้นที่ทำได้เองก่อนเรียกวิศวกรมาตรวจ ลองทำ smoke test อย่างง่ายครับใช้ smoke pencil หรือ smoke tube วางที่ระยะ 15 ซม. หน้า sash แล้วดูว่าควันถูกดูดเข้าตู้อย่างสม่ำเสมอหรือไม่ ถ้าควันวนกลับออกมาหรือเคลื่อนที่ผิดทิศ แสดงว่ามีปัญหา containment ชัดเจนวิธีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบตามมาตรฐาน EN14175 ที่ทำได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพงตู้ดูดควันที่ได้มาตรฐานจริงๆ ต้องผ่านอะไรบ้างตู้ดูดควันที่ปลอดภัยสำหรับงาน laboratory จริงๆ ต้องได้รับการออกแบบและทดสอบตามมาตรฐานเหล่านี้- ASHRAE 110 — ทดสอบ containment performance ด้วย tracer gas จริง- EN14175 — มาตรฐานยุโรปสำหรับ fume cupboard ทั้งด้าน safety และ performance- CE Marking — รับรองว่าผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของสหภาพยุโรปถ้าตู้ที่ใช้อยู่ไม่มีเอกสารรับรองเหล่านี้ ควรตรวจสอบกับผู้จัดจำหน่ายให้ชัดเจนสรุปสิ่งที่ควรทำทันทีถ้าสงสัยว่าตู้ดูดควันในแล็บของคุณทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน อย่ารอให้มีอาการก่อนครับทำ smoke test เบื้องต้นเอง และถ้าพบสิ่งผิดปกติให้แจ้ง lab manager หรือวิศวกรผู้รับผิดชอบทันที การวัด face velocity และทดสอบระบบ ventilation ตามมาตรฐาน ASHRAE 110 ควรทำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ไม่ใช่แค่ตอนติดตั้งครั้งแรกห้องปฏิบัติการที่ปลอดภัยไม่ได้เริ่มจากอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล แต่เริ่มจากระบบที่ออกแบบและดูแลรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่แรกเนื้อหานี้พัฒนาโดย EASYLABผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมห้องปฏิบัติการ (Laboratory Engineering Specialist)ภายใต้แนวคิด Engineering-Based Design และ Integrated Lab Systemเพื่อให้ห้องปฏิบัติการสามารถใช้งานได้จริงและรองรับมาตรฐานในระดับสากล