News & Articles

1 กันยายน 2569

Checklist เลือกผู้รับเหมาห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงาน 10 ข้อที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ

Checklist เลือกผู้รับเหมาห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงาน: 10 ข้อที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจการสร้างหรือปรับปรุงห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงาน เป็นโครงการที่ต้องพิจารณามากกว่าราคาและระยะเวลาติดตั้ง เพราะเมื่อห้องเริ่มเปิดใช้งานจริง สิ่งที่มีผลต่อการทำงานในระยะยาวคือทั้ง Layout ระบบวิศวกรรม วัสดุ อุปกรณ์ และความสอดคล้องกับมาตรฐานที่เกี่ยวข้องดังนั้น การเลือกผู้รับเหมาห้องปฏิบัติการจึงไม่ควรมองเพียงว่า “ใครเสนอราคาดีกว่า” แต่ควรพิจารณาว่า ผู้รับเหมารายนั้นมีความเข้าใจงานห้องปฏิบัติการมากพอที่จะออกแบบและเชื่อมโยงองค์ประกอบต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกันได้หรือไม่ก่อนตัดสินใจเลือกผู้รับเหมา ลองใช้ 10 ข้อต่อไปนี้เป็น Checklist ประกอบการพิจารณา Checklist 10 ข้อ ก่อนเลือกผู้รับเหมา1. มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางหรือไม่ งานห้องปฏิบัติการมีรายละเอียดแตกต่างจากงานตกแต่งหรือก่อสร้างพื้นที่ทั่วไป เพราะต้องคำนึงถึงทั้งรูปแบบการใช้งาน ระบบวิศวกรรม และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ผู้รับเหมาที่มีความเข้าใจด้าน Laboratory Engineering จึงสามารถมองเห็นข้อจำกัดและความต้องการของพื้นที่ได้มากกว่าการติดตั้งตามแบบเพียงอย่างเดียวก่อนเลือกผู้รับเหมา จึงควรตรวจสอบว่ามีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในงานห้องปฏิบัติการโดยตรงหรือไม่ 2. มีแนวคิดการออกแบบที่ชัดเจน แบบที่ดูดี ไม่ได้หมายความว่าจะทำงานได้ดีเสมอไป สิ่งที่ควรพิจารณาคือ ผู้รับเหมาเข้าใจ Workflow ของผู้ใช้งานหรือไม่ ตั้งแต่ลำดับการทำงาน การเคลื่อนย้ายตัวอย่าง ตำแหน่งอุปกรณ์ ไปจนถึงการเข้าถึงระบบต่าง ๆ รวมถึงมีแนวคิดแบบ Integrated System ที่นำองค์ประกอบภายในห้องมาพิจารณาร่วมกันหรือไม่เพราะแนวคิดในการออกแบบตั้งแต่ต้น จะส่งผลต่อประสิทธิภาพของห้องไปตลอดอายุการใช้งาน 3. เข้าใจมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ห้องปฏิบัติการแต่ละประเภทอาจมีข้อกำหนดแตกต่างกันออกไป ตัวอย่างมาตรฐานหรือระบบที่อาจเกี่ยวข้อง ได้แก่ ISO 17025, GMP และ GLP ดังนั้น ผู้รับเหมาควรมีความเข้าใจข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับโครงการ เพื่อให้การออกแบบและติดตั้งสอดคล้องกับแนวทางที่องค์กรต้องรองรับ และช่วยลดปัญหาเมื่อต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจประเมิน (Audit) 4. มีผลงานจริง (Case Study) ประสบการณ์จากโครงการจริงเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยให้เห็นความสามารถของผู้รับเหมาได้ชัดเจนขึ้นควรพิจารณาว่าเคยดำเนินโครงการที่มีลักษณะใกล้เคียงกับงานของเราหรือไม่ รวมถึงมี Case Study หรือผลงาน Before–After ที่สามารถใช้ประกอบการพิจารณาได้หรือไม่เพราะผลงานจริงช่วยให้ประเมินได้ทั้งคุณภาพงาน แนวทางการออกแบบ และประสบการณ์ในการแก้ปัญหาหน้างาน 5. ออกแบบและผลิตได้ในที่เดียว (One-stop Service) โครงการห้องปฏิบัติการมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต ไปจนถึงการติดตั้ง หากแต่ละส่วนดำเนินการโดยหลายฝ่ายที่ไม่ได้ทำงานร่วมกัน อาจเกิดช่องว่างในการสื่อสาร และนำไปสู่ความคลาดเคลื่อนระหว่างแบบกับงานจริงการเลือกผู้ให้บริการที่สามารถดูแลกระบวนการได้อย่างต่อเนื่อง หรือมีรูปแบบ One-stop Service จึงช่วยให้การประสานงานเป็นระบบมากขึ้น และลดความผิดพลาดจากการส่งต่องานระหว่างหลายฝ่าย 6. มีการทำ 3D Visualization ก่อนผลิต การเห็นแบบในรูป 2 มิติ อาจยังไม่เพียงพอสำหรับการประเมินพื้นที่ทั้งหมด 3D Visualization ช่วยให้ผู้ใช้งานเห็นภาพของห้องก่อนเริ่มสร้างจริง สามารถตรวจสอบตำแหน่งโต๊ะ อุปกรณ์ พื้นที่ใช้งาน และองค์ประกอบต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้นหากพบจุดที่ต้องปรับ ก็สามารถแก้ไขได้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ซึ่งช่วยลดการแก้ไขหน้างานและช่วยควบคุมงบประมาณของโครงการได้ดีขึ้น 7. เข้าใจระบบวิศวกรรม (Utility & Ventilation) ห้อง Lab ไม่ได้มีเพียงโต๊ะปฏิบัติการและตู้ต่าง ๆ แต่ยังมีระบบวิศวกรรมที่อยู่เบื้องหลังการใช้งานไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ ระบบแก๊ส หรือระบบระบายอากาศ ระบบเหล่านี้ต้องสัมพันธ์กับ Layout อุปกรณ์ และลักษณะการใช้งานของพื้นที่ หากออกแบบแยกออกจากกัน อาจเกิดปัญหาเมื่อนำห้องมาใช้งานจริงความเข้าใจด้าน Utility และ Ventilation จึงเป็นอีกเรื่องสำคัญที่ควรพิจารณาก่อนเลือกผู้รับเหม 8. สามารถให้คำแนะนำเชิงเทคนิคได้ ผู้รับเหมาที่ดีไม่ควรมีหน้าที่เพียงรับแบบแล้วผลิตตามแบบเท่านั้น แต่ควรสามารถให้คำแนะนำเมื่อพบว่าบางรายละเอียดอาจไม่เหมาะกับการใช้งานจริง รวมถึงเสนอทางเลือกด้านวัสดุ ระบบ หรือวิธีการออกแบบที่เหมาะสมกว่าได้เพราะในหลายโครงการ ปัญหาบางอย่างอาจมองไม่เห็นจากแบบ แต่จะเห็นได้จากประสบการณ์ในการทำงานจริง 9. มีการวางแผนโครงการที่ชัดเจน คุณภาพของงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับการออกแบบเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการบริหารโครงการด้วยก่อนเริ่มงานจึงควรมีความชัดเจนทั้งเรื่อง Timeline ขั้นตอนการทำงาน และกระบวนการควบคุมคุณภาพการวางแผนที่ดีช่วยให้ทุกฝ่ายเห็นภาพเดียวกัน ลดความเสี่ยงของงานล่าช้า และทำให้สามารถติดตามความคืบหน้าของโครงการได้ง่ายขึ้น 10. คิดในมุมระยะยาว ไม่ใช่แค่ราคาปัจจุบัน ราคาตอนเริ่มต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุนทั้งหมด สิ่งที่ควรพิจารณาควบคู่กันคือ อายุการใช้งาน การบำรุงรักษา ความเหมาะสมของวัสดุ และค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต บางทางเลือกอาจมีต้นทุนเริ่มต้นต่ำกว่า แต่หากต้องซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่เร็วกว่าที่ควร ก็อาจกลายเป็นต้นทุนที่สูงกว่าในระยะยาวดังนั้น การเปรียบเทียบผู้รับเหมาจึงควรมองที่ความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน ไม่ใช่เฉพาะราคาที่เห็นในใบเสนอราคา มุมมองทางวิศวกรรม การเลือกผู้รับเหมาห้องปฏิบัติการที่เหมาะสม ไม่ได้หมายถึงการเลือกผู้ที่เสนอราคาต่ำที่สุด แต่คือการพิจารณาว่าใครสามารถเข้าใจการใช้งาน ออกแบบพื้นที่ เชื่อมโยงระบบวิศวกรรม และพัฒนาโครงการให้สามารถนำไปใช้งานจริงได้อย่างเหมาะสมแนวคิด Engineering-Based Design และ Integrated Lab System จึงเป็นส่วนสำคัญในการพิจารณาคุณภาพของงาน เพราะห้องปฏิบัติการไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ที่มีโต๊ะและอุปกรณ์ครบ แต่เป็นพื้นที่ที่หลายระบบต้องทำงานร่วมกัน สรุป ก่อนตัดสินใจเลือกผู้รับเหมาห้องปฏิบัติการ ลองกลับมาตรวจสอบทั้ง 10 ข้ออีกครั้ง ตั้งแต่ความเชี่ยวชาญ แนวคิดการออกแบบ ความเข้าใจมาตรฐาน ผลงานที่ผ่านมา ความสามารถในการดูแลโครงการ ระบบวิศวกรรม ไปจนถึงการวางแผนและความคุ้มค่าในระยะยาวเพราะการเลือกผู้รับเหมาที่เหมาะสมตั้งแต่ต้น ไม่ได้ช่วยเพียงให้งานติดตั้งเสร็จตามแบบ แต่ยังมีส่วนช่วยให้ห้องปฏิบัติการสามารถรองรับการทำงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหลังจากเปิดใช้งาน  สําหรับองค์กรที่กำลังวางแผนออกแบบหรือปรับปรุงห้องปฏิบัติการ EASYLAB พร้อมให้คำปรึกษาด้าน Laboratory Layout, Workflow และ Integrated Lab System เพื่อช่วยวางแนวทางการออกแบบที่สอดคล้องกับมาตรฐานและการใช้งานจริงของแต่ละองค์กร Line: @skpower | skpower.co.th | Tel: 0-2431-6061-6

อ่านเพิ่ม...
144527ปก.jpg

อ่านเพิ่มเติม

1 กันยายน 2569

Checklist เลือกผู้รับเหมาห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงาน 10 ข้อที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ

Checklist เลือกผู้รับเหมาห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงาน: 10 ข้อที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจการสร้างหรือปรับปรุงห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงาน เป็นโครงการที่ต้องพิจารณามากกว่าราคาและระยะเวลาติดตั้ง เพราะเมื่อห้องเริ่มเปิดใช้งานจริง สิ่งที่มีผลต่อการทำงานในระยะยาวคือทั้ง Layout ระบบวิศวกรรม วัสดุ อุปกรณ์ และความสอดคล้องกับมาตรฐานที่เกี่ยวข้องดังนั้น การเลือกผู้รับเหมาห้องปฏิบัติการจึงไม่ควรมองเพียงว่า “ใครเสนอราคาดีกว่า” แต่ควรพิจารณาว่า ผู้รับเหมารายนั้นมีความเข้าใจงานห้องปฏิบัติการมากพอที่จะออกแบบและเชื่อมโยงองค์ประกอบต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกันได้หรือไม่ก่อนตัดสินใจเลือกผู้รับเหมา ลองใช้ 10 ข้อต่อไปนี้เป็น Checklist ประกอบการพิจารณา Checklist 10 ข้อ ก่อนเลือกผู้รับเหมา1. มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางหรือไม่ งานห้องปฏิบัติการมีรายละเอียดแตกต่างจากงานตกแต่งหรือก่อสร้างพื้นที่ทั่วไป เพราะต้องคำนึงถึงทั้งรูปแบบการใช้งาน ระบบวิศวกรรม และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ผู้รับเหมาที่มีความเข้าใจด้าน Laboratory Engineering จึงสามารถมองเห็นข้อจำกัดและความต้องการของพื้นที่ได้มากกว่าการติดตั้งตามแบบเพียงอย่างเดียวก่อนเลือกผู้รับเหมา จึงควรตรวจสอบว่ามีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในงานห้องปฏิบัติการโดยตรงหรือไม่ 2. มีแนวคิดการออกแบบที่ชัดเจน แบบที่ดูดี ไม่ได้หมายความว่าจะทำงานได้ดีเสมอไป สิ่งที่ควรพิจารณาคือ ผู้รับเหมาเข้าใจ Workflow ของผู้ใช้งานหรือไม่ ตั้งแต่ลำดับการทำงาน การเคลื่อนย้ายตัวอย่าง ตำแหน่งอุปกรณ์ ไปจนถึงการเข้าถึงระบบต่าง ๆ รวมถึงมีแนวคิดแบบ Integrated System ที่นำองค์ประกอบภายในห้องมาพิจารณาร่วมกันหรือไม่เพราะแนวคิดในการออกแบบตั้งแต่ต้น จะส่งผลต่อประสิทธิภาพของห้องไปตลอดอายุการใช้งาน 3. เข้าใจมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ห้องปฏิบัติการแต่ละประเภทอาจมีข้อกำหนดแตกต่างกันออกไป ตัวอย่างมาตรฐานหรือระบบที่อาจเกี่ยวข้อง ได้แก่ ISO 17025, GMP และ GLP ดังนั้น ผู้รับเหมาควรมีความเข้าใจข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับโครงการ เพื่อให้การออกแบบและติดตั้งสอดคล้องกับแนวทางที่องค์กรต้องรองรับ และช่วยลดปัญหาเมื่อต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจประเมิน (Audit) 4. มีผลงานจริง (Case Study) ประสบการณ์จากโครงการจริงเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยให้เห็นความสามารถของผู้รับเหมาได้ชัดเจนขึ้นควรพิจารณาว่าเคยดำเนินโครงการที่มีลักษณะใกล้เคียงกับงานของเราหรือไม่ รวมถึงมี Case Study หรือผลงาน Before–After ที่สามารถใช้ประกอบการพิจารณาได้หรือไม่เพราะผลงานจริงช่วยให้ประเมินได้ทั้งคุณภาพงาน แนวทางการออกแบบ และประสบการณ์ในการแก้ปัญหาหน้างาน 5. ออกแบบและผลิตได้ในที่เดียว (One-stop Service) โครงการห้องปฏิบัติการมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต ไปจนถึงการติดตั้ง หากแต่ละส่วนดำเนินการโดยหลายฝ่ายที่ไม่ได้ทำงานร่วมกัน อาจเกิดช่องว่างในการสื่อสาร และนำไปสู่ความคลาดเคลื่อนระหว่างแบบกับงานจริงการเลือกผู้ให้บริการที่สามารถดูแลกระบวนการได้อย่างต่อเนื่อง หรือมีรูปแบบ One-stop Service จึงช่วยให้การประสานงานเป็นระบบมากขึ้น และลดความผิดพลาดจากการส่งต่องานระหว่างหลายฝ่าย 6. มีการทำ 3D Visualization ก่อนผลิต การเห็นแบบในรูป 2 มิติ อาจยังไม่เพียงพอสำหรับการประเมินพื้นที่ทั้งหมด 3D Visualization ช่วยให้ผู้ใช้งานเห็นภาพของห้องก่อนเริ่มสร้างจริง สามารถตรวจสอบตำแหน่งโต๊ะ อุปกรณ์ พื้นที่ใช้งาน และองค์ประกอบต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้นหากพบจุดที่ต้องปรับ ก็สามารถแก้ไขได้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ซึ่งช่วยลดการแก้ไขหน้างานและช่วยควบคุมงบประมาณของโครงการได้ดีขึ้น 7. เข้าใจระบบวิศวกรรม (Utility & Ventilation) ห้อง Lab ไม่ได้มีเพียงโต๊ะปฏิบัติการและตู้ต่าง ๆ แต่ยังมีระบบวิศวกรรมที่อยู่เบื้องหลังการใช้งานไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ ระบบแก๊ส หรือระบบระบายอากาศ ระบบเหล่านี้ต้องสัมพันธ์กับ Layout อุปกรณ์ และลักษณะการใช้งานของพื้นที่ หากออกแบบแยกออกจากกัน อาจเกิดปัญหาเมื่อนำห้องมาใช้งานจริงความเข้าใจด้าน Utility และ Ventilation จึงเป็นอีกเรื่องสำคัญที่ควรพิจารณาก่อนเลือกผู้รับเหม 8. สามารถให้คำแนะนำเชิงเทคนิคได้ ผู้รับเหมาที่ดีไม่ควรมีหน้าที่เพียงรับแบบแล้วผลิตตามแบบเท่านั้น แต่ควรสามารถให้คำแนะนำเมื่อพบว่าบางรายละเอียดอาจไม่เหมาะกับการใช้งานจริง รวมถึงเสนอทางเลือกด้านวัสดุ ระบบ หรือวิธีการออกแบบที่เหมาะสมกว่าได้เพราะในหลายโครงการ ปัญหาบางอย่างอาจมองไม่เห็นจากแบบ แต่จะเห็นได้จากประสบการณ์ในการทำงานจริง 9. มีการวางแผนโครงการที่ชัดเจน คุณภาพของงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับการออกแบบเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการบริหารโครงการด้วยก่อนเริ่มงานจึงควรมีความชัดเจนทั้งเรื่อง Timeline ขั้นตอนการทำงาน และกระบวนการควบคุมคุณภาพการวางแผนที่ดีช่วยให้ทุกฝ่ายเห็นภาพเดียวกัน ลดความเสี่ยงของงานล่าช้า และทำให้สามารถติดตามความคืบหน้าของโครงการได้ง่ายขึ้น 10. คิดในมุมระยะยาว ไม่ใช่แค่ราคาปัจจุบัน ราคาตอนเริ่มต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุนทั้งหมด สิ่งที่ควรพิจารณาควบคู่กันคือ อายุการใช้งาน การบำรุงรักษา ความเหมาะสมของวัสดุ และค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต บางทางเลือกอาจมีต้นทุนเริ่มต้นต่ำกว่า แต่หากต้องซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่เร็วกว่าที่ควร ก็อาจกลายเป็นต้นทุนที่สูงกว่าในระยะยาวดังนั้น การเปรียบเทียบผู้รับเหมาจึงควรมองที่ความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน ไม่ใช่เฉพาะราคาที่เห็นในใบเสนอราคา มุมมองทางวิศวกรรม การเลือกผู้รับเหมาห้องปฏิบัติการที่เหมาะสม ไม่ได้หมายถึงการเลือกผู้ที่เสนอราคาต่ำที่สุด แต่คือการพิจารณาว่าใครสามารถเข้าใจการใช้งาน ออกแบบพื้นที่ เชื่อมโยงระบบวิศวกรรม และพัฒนาโครงการให้สามารถนำไปใช้งานจริงได้อย่างเหมาะสมแนวคิด Engineering-Based Design และ Integrated Lab System จึงเป็นส่วนสำคัญในการพิจารณาคุณภาพของงาน เพราะห้องปฏิบัติการไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ที่มีโต๊ะและอุปกรณ์ครบ แต่เป็นพื้นที่ที่หลายระบบต้องทำงานร่วมกัน สรุป ก่อนตัดสินใจเลือกผู้รับเหมาห้องปฏิบัติการ ลองกลับมาตรวจสอบทั้ง 10 ข้ออีกครั้ง ตั้งแต่ความเชี่ยวชาญ แนวคิดการออกแบบ ความเข้าใจมาตรฐาน ผลงานที่ผ่านมา ความสามารถในการดูแลโครงการ ระบบวิศวกรรม ไปจนถึงการวางแผนและความคุ้มค่าในระยะยาวเพราะการเลือกผู้รับเหมาที่เหมาะสมตั้งแต่ต้น ไม่ได้ช่วยเพียงให้งานติดตั้งเสร็จตามแบบ แต่ยังมีส่วนช่วยให้ห้องปฏิบัติการสามารถรองรับการทำงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหลังจากเปิดใช้งาน  สําหรับองค์กรที่กำลังวางแผนออกแบบหรือปรับปรุงห้องปฏิบัติการ EASYLAB พร้อมให้คำปรึกษาด้าน Laboratory Layout, Workflow และ Integrated Lab System เพื่อช่วยวางแนวทางการออกแบบที่สอดคล้องกับมาตรฐานและการใช้งานจริงของแต่ละองค์กร Line: @skpower | skpower.co.th | Tel: 0-2431-6061-6

084612f7a042a6-c8a8-4627-9640-c214d0b5920e (1).png

อ่านเพิ่มเติม

1 สิงหาคม 2569

Case Study: ออกแบบและติดตั้งห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงานอุตสาหกรรม จาก Before สู่ After

Case Study: ออกแบบและติดตั้งห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงานอุตสาหกรรม จาก Before สู่ After การออกแบบห้องปฏิบัติการไม่ได้หมายถึงเพียงการจัดวางโต๊ะ อุปกรณ์ หรือระบบต่าง ๆ ให้ครบถ้วนเท่านั้น แต่เป็นการออกแบบพื้นที่ให้สามารถรองรับการทางานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสอดคล้องกับมาตรฐานที่เกี่ยวข้องในระยะยาวในหลายโครงการที่ EASYLAB ได้เข้าไปมีส่วนร่วม เราพบว่าปัญหาของห้องปฏิบัติการจานวนมากไม่ได้เกิดจากอุปกรณ์ที่ล้าสมัยเสมอไป แต่เกิดจากการที่ระบบการทางาน พื้นที่ใช้งาน และงานวิศวกรรมต่าง ๆ ไม่ได้ถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นบทความนี้จะพาไปดูแนวคิดการปรับปรุงห้องปฏิบัติการในโรงงานอุตสาหกรรม จากสภาพ Before สู่ After ว่าการเปลี่ยนแปลงที่สาคัญเกิดขึ้นจากอะไร และเหตุใดการออกแบบที่ถูกต้องจึงส่งผลต่อประสิทธิภาพการทางานมากกว่าที่หลายคนคิดการปรับปรุงห้องปฏิบัติการให้มีประสิทธิภาพมักเริ่มจาก 3 จุดหลัก ได้แก่  1.ปรับ Layout ให้สอดคล้องกับ Workflow  2.ปรับระบบให้เป็น Integrated Engineering System  3.เลือกวัสดุและอุปกรณ์ให้เหมาะกับการใช้งานจริงBefore: ปัญหาที่พบในหน้างาน ก่อนเริ่มการออกแบบใหม่ ทีมงานได้สารวจสภาพพื้นที่และกระบวนการทางานจริง พบปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายโครงการคล้ายคลึงกันไม่ว่าจะเป็น Layout ที่ไม่สอดคล้องกับลาดับการทางาน การเดินย้อนขั้นตอนระหว่างกระบวนการ ระบบไฟฟ้าและระบบน้าที่ไม่รองรับการใช้งาน หรือพื้นที่ที่ไม่เพียงพอต่ออุปกรณ์และจานวนผู้ใช้งานปัญหาเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทางาน ทาให้ใช้เวลามากขึ้น เกิดความผิดพลาดได้ง่าย และในบางกรณีอาจไม่สามารถรองรับการตรวจประเมินตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องได้การวิเคราะห์ปัญหาในมุมมองวิศวกรรม ก่อนเริ่มออกแบบ ทีมงานไม่ได้มองเพียงรูปแบบของห้องหรือขนาดพื้นที่ แต่เริ่มจากการวิเคราะห์กระบวนการทางานจริงของผู้ใช้งานปัจจัยสาคัญที่นามาพิจารณา ได้แก่ Workflow ของห้องปฏิบัติการ ประเภทงานที่ดาเนินการ เช่น QC หรือ R&D ข้อจากัดของพื้นที่ รวมถึงมาตรฐานที่องค์กรต้องรองรับ เช่น ISO 17025 หรือ GMPการวิเคราะห์ในขั้นตอนนี้ช่วยให้การออกแบบไม่ได้อ้างอิงเพียงความสวยงาม แต่สามารถตอบโจทย์การใช้งานจริงได้ตั้งแต่ต้นทางDesign Solution: แนวทางการออกแบบ หลังจากรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ปัญหา ทีมงานจึงพัฒนาแนวทางการออกแบบโดยมุ่งเน้น3 ประเด็นสาคัญประเด็นแรก คือ การปรับ Layout ให้สอดคล้องกับ Workflow การทางาน เพื่อให้การเคลื่อนที่ของบุคลากร อุปกรณ์ และตัวอย่างทดสอบเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ลดการเดินย้อนขั้นตอน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทางานประเด็นที่สอง คือ การออกแบบระบบต่าง ๆ ให้ทางานร่วมกันในรูปแบบ Integrated Engineering System ไม่ว่าจะเป็น Laboratory Furniture ระบบไฟฟ้า ระบบน้า ระบบแก๊ส และระบบระบายอากาศ เพื่อให้ทุกองค์ประกอบสนับสนุนการทางานในทิศทางเดียวกันประเด็นสุดท้าย คือ การเลือกใช้วัสดุและอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานจริง โดยคานึงถึงความทนทาน ความปลอดภัย และอายุการใช้งานในระยะยาวAfter: ผลลัพธ์หลังการปรับปรุง เมื่อการออกแบบและติดตั้งแล้วเสร็จ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนเพียงภาพลักษณ์ของห้องปฏิบัติการที่ดูเป็นระเบียบมากขึ้นเท่านั้นแต่ยังช่วยให้ Workflow การทางานมีความชัดเจน ลดความผิดพลาดในกระบวนการทดสอบ ระบบต่าง ๆ สามารถรองรับการใช้งานได้อย่างเหมาะสม และช่วยให้การตรวจประเมินตามมาตรฐานเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นที่สาคัญคือ ผู้ใช้งานสามารถทางานได้สะดวกขึ้นในทุกวัน ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการออกแบบห้องปฏิบัติการที่ดีมุมมองทางวิศวกรรม ความสาเร็จของโครงการไม่ได้ขึ้นอยู่กับงบประมาณที่สูงขึ้นเสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับการวางแผนและการออกแบบที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้นแนวคิด Engineering-Based Design และ Integrated Lab System ช่วยให้ห้องปฏิบัติการไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สาหรับติดตั้งอุปกรณ์ แต่เป็นระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการทางานจริงอย่างมีประสิทธิภาพสรุป Case Study นี้สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาห้องปฏิบัติการไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนอุปกรณ์หรือปรับปรุงพื้นที่บางส่วนเท่านั้นแต่คือการออกแบบระบบการทางานใหม่ทั้งหมด โดยเชื่อมโยง Layout งานวิศวกรรม และการใช้งานจริงเข้าด้วยกันเมื่อทุกองค์ประกอบถูกวางแผนอย่างเหมาะสม ห้องปฏิบัติการจะสามารถรองรับการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมตอบโจทย์มาตรฐานและการเติบโตขององค์กรในระยะยาวสาหรับองค์กรที่กำลังวางแผนออกแบบหรือปรับปรุงห้องปฏิบัติการEASYLAB พร้อมให้คาปรึกษาด้าน Laboratory Layout, Workflow และ Integrated Lab System เพื่อช่วยวางแนวทางการออกแบบที่สอดคล้องกับมาตรฐานและการใช้งานจริงของแต่ละองค์กรLine: @skpower | skpower.co.th | Tel: 0-2431-6061-6

153916618d0882-d17e-4373-94c3-c904f691dd8f.png

อ่านเพิ่มเติม

15 กรกฎาคม 2569

ปัญหาที่พบบ่อยในการสร้างห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงาน (และวิธีแก้จากประสบการณ์จริง)

ปัญหาที่พบบ่อยในการสร้างห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงาน (และวิธีแก้จากประสบการณ์จริง) การสร้างห้องปฏิบัติการในโรงงานอุตสาหกรรม ไม่ได้มีความท้าทายแค่เรื่องงบประมาณแต่ในหลายโครงการ ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างทางกลับส่งผลต่อ การใช้งานจริง และ มาตรฐาน ในระยะยาวหลายกรณี ต้องแก้ไขหน้างานหรือปรับแบบใหม่ทั้งหมดซึ่งทำให้ต้นทุนเพิ่มโดยไม่จำเป็น ปัญหาที่พบบ่อยในการสร้างห้องปฏิบัติการ ได้แก่ 1.ออกแบบ Layout ไม่ตรงกับการใช้งานจริง 2.เลือกวัสดุไม่เหมาะกับประเภทงาน 3.ออกแบบแยกระบบ (Furniture / Utility / Ventilation) 4.ไม่คำนึงถึงมาตรฐานตั้งแต่ต้น 5.เปลี่ยนแบบระหว่างดำเนินงาน ปัญหาเหล่านี้ สามารถป้องกันได้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ1. Layout ไม่สอดคล้องกับการใช้งานจริง การวางผังพื้นที่ที่ไม่สอดคล้องกับลำดับการทำงาน (Workflow) เป็นหนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อย ส่งผลให้ผู้ใช้งานต้องเดินย้อนขั้นตอน เคลื่อนย้ายตัวอย่างโดยไม่จำเป็น และเกิดความสับสนระหว่างการปฏิบัติงาน แนวทางแก้ไข: • ออกแบบตาม Workflow จริง • วิเคราะห์การใช้งานก่อนวาง Layout Layout ที่ดีควรสะท้อนกระบวนการทำงาน ไม่ใช่เพียงจัดวางพื้นที่ให้ดูสวยงาม2. เลือกวัสดุไม่เหมาะกับงาน วัสดุของโต๊ะปฏิบัติการและเฟอร์นิเจอร์ห้อง Lab มีผลโดยตรงต่ออายุการใช้งาน ความปลอดภัย และค่าบำรุงรักษา หากเลือกวัสดุไม่เหมาะกับประเภทของสารเคมีหรือสภาพแวดล้อมการใช้งาน อาจทำให้พื้นผิวเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควร แนวทางแก้ไข: • เลือกวัสดุตามประเภทงาน • พิจารณา Chemical Resistance การเลือกวัสดุที่เหมาะสมตั้งแต่ต้น ช่วยลดต้นทุนการซ่อมบำรุงในระยะยาว3. ออกแบบแยกระบบ อีกหนึ่งปัญหาที่พบเป็นประจำ คือการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ระบบไฟฟ้า ระบบประปา ระบบแก๊ส และระบบระบายอากาศแยกจากกัน ทำให้เมื่อเริ่มติดตั้งจริงเกิดปัญหาหน้างาน ต้องรื้อหรือปรับแก้หลายจุดแนวทางแก้ไข: • ออกแบบแบบ Integrated System • วางระบบทั้งหมดพร้อมกันตั้งแต่ต้น การมองห้องปฏิบัติการเป็น ระบบเดียว ช่วยลดปัญหาหน้างานได้อย่างมีประสิทธิภาพ4. ไม่คำนึงถึงมาตรฐาน หลายโครงการเริ่มพิจารณามาตรฐานเมื่อใกล้ใช้งาน หรือตอนไม่ผ่านการตรวจ Audit ส่งผลให้ต้องแก้ไขพื้นที่หรือปรับปรุงระบบเพิ่มเติมก่อนการตรวจรับแนวทางแก้ไข: • วิเคราะห์มาตรฐานตั้งแต่ต้น เช่น      • ISO 17025      • GMP การออกแบบโดยอ้างอิงมาตรฐานตั้งแต่ต้น ช่วยลดความเสี่ยงในการปรับแก้ภายหลัง5. เปลี่ยนแบบระหว่างดำเนินงาน การเปลี่ยนแบบหลังเริ่มผลิตหรือเริ่มก่อสร้าง มักส่งผลต่อทั้งต้นทุน ระยะเวลา และคุณภาพของโครงการแนวทางแก้ไข: • ทำแบบให้ชัดเจนก่อนเริ่มงาน • ใช้ 3D Visualization เพื่อจำลองก่อนผลิตจริง การตัดสินใจให้ครบก่อนเริ่มงาน ย่อมคุ้มค่ากว่าการแก้ไขเมื่อโครงการดำเนินไปแล้วทำไมปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น? จากประสบการณ์ของโครงการจริง สาเหตุหลักของปัญหาไม่ได้เกิดจากงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการขาดการวางแผนเชิงระบบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นปัจจัยที่พบได้บ่อย ได้แก่ • ขาดการวางแผนเชิงระบบ • มอง Lab เป็นแค่เฟอร์นิเจอร์   • ไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้าน Laboratory Engineering เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ไม่เชื่อมโยงกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงมักปรากฏในช่วงติดตั้งหรือหลังเริ่มใช้งานจริง ซึ่งมีต้นทุนในการแก้ไขสูงกว่าการวางแผนตั้งแต่แรกหลายเท่ามุมมองทางวิศวกรรม จากประสบการณ์ในการออกแบบห้องปฏิบัติการ ปัญหาส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้ หากนำหลัก Engineering-Based Design และ Integrated Lab System มาใช้ตั้งแต่ระยะวางแนวคิดของโครงการสรุป ห้องปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพ ไม่ได้เกิดจากการแก้ไขปัญหาเมื่อโครงการแล้วเสร็จ แต่เกิดจากการป้องกันปัญหาตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบการวางแผนที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น ช่วยลดต้นทุน ลดการแก้ไขหน้างาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน และรองรับมาตรฐานที่องค์กรต้องการได้ในระยะยาวสำหรับองค์กรที่กำลังวางแผนออกแบบหรือปรับปรุงห้องปฏิบัติการ EASYLAB พร้อมให้คำปรึกษาด้าน Laboratory Layout, Workflow และ Integrated Lab System เพื่อช่วยวางแนวทางการออกแบบที่สอดคล้องกับมาตรฐานและการใช้งานจริงของแต่ละองค์กรLine: @skpower | skpower.co.th | Tel: 0-2431-6061-6

132919แบนเนอร์ ใหม่.jpg

อ่านเพิ่มเติม

3 กรกฎาคม 2569

Layout ห้องปฏิบัติการที่ดี ต้องออกแบบให้ใช้งานจริงและ รองรับ Audit ตั้งแต่ต้น

Layout ห้องปฏิบัติการที่ดี ต้องออกแบบให้ใช้งานจริง และรองรับ Audit ตั้งแต่ต้นรองรับ Audit ตั้งแต่ต้น มากกว่าการจัดวางโต๊ะและอุปกรณ์ คือการออกแบบระบบห้อง Lab ให้สัมพันธ์กับ Workflow, Safety และมาตรฐานที่ต้องตรวจประเมินได้จริงสำหรับหลายองค์กร ปัญหาของห้องปฏิบัติการไม่ได้เริ่มต้นในวันที่ถูก Audit แต่เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ หาก Layout ไม่สอดคล้องกับลำดับการทำงานจริง ต่อให้เลือกอุปกรณ์ครบและติดตั้งระบบครบถ้วน ห้อง Lab ก็อาจเกิดปัญหาในการใช้งานซํ้าๆ ทั้งการเดินงานย้อนขั้นตอน พื้นที่ทับซ้อน ความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน และข้อสังเกตจากการตรวจประเมินภายหลังในมุมของ EASYLAB ห้องปฏิบัติการที่ดีจึงไม่ใช่เพียงห้องที่ดูเรียบร้อยหรือจัดวางสวย แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่ผ่านการคิดเชิงวิศวกรรมตั้งแต่ต้น เพื่อให้การทำงานจริงเป็นระบบ ปลอดภัย ตรวจสอบได้และรองรับมาตรฐานในระยะยาว Layout ที่ดีควรเริ่มจากอะไรก่อนเริ่มวางโต๊ะ เลือกเฟอร์นิเจอร์ หรือกำหนดตำแหน่งอุปกรณ์ คำถามแรกที่ควรถามไม่ใช่ จะวางอะไรตรงไหน แต่คือห้องนี้ใช้สำหรับปฏิบัติการอะไร เพราะ Layout ที่ถูกต้องต้องเริ่มจากความสำคัญของ Workflow การจัดการ Workflow ที่ถูกต้องจะทำให้การวาง Layout ออกมาได้อย่างเหมาะสมเมื่อเข้าใจลำดับงานจริงแล้ว การออกแบบจึงควรวางให้เกิด การเคลื่อนที่ของงานที่ราบรื่น ต่อเนื่อง ไม่ย้อนกลับ ไม่ตัดกัน และไม่รบกวนกันระหว่างกระบวนการ หลักคิดนี้ช่วยลด Human Error ลดความเสี่ยงการปนเปื้อน และทำให้ห้อง Lab พร้อมต่อการตรวจประเมินมากขึ้น4 หลักสำคัญของ Layout ที่ใช้งานได้จริง การออกแบบ Layout ห้องปฏิบัติการควรพิจารณาองค์ประกอบสำคัญ 4 ด้านร่วมกัน เพราะหากขาดด้านใดด้านหนึ่ง ห้องอาจยังใช้งานได้ในช่วงแรก แต่จะเริ่มเห็นปัญหาเมื่อมีการใช้งานจริงต่อเนื่องหรือเมื่อต้องเข้าสู่กระบวนการ Audit1. Workflow-Based Design — ออกแบบจากลำดับงานจริงLayout ต้องสะท้อนลำดับการทำงานตั้งแต่ Sample Receiving, Preparation, Analysis ไปจนถึง Reporting หรือ Storage เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำงานต่อเนื่อง ลดการเดินซํ้า ลดความสับสน และลดเวลาที่สูญเสียในแต่ละวัน มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง: SEFA8 ในด้าน working distance และ ergonomic requirements สำหรับพื้นที่ทำงานในห้องปฏิบัติการ2. Zoning — แบ่งพื้นที่ให้ชัดเจนตามประเภทงานห้อง Lab ที่ดีต้องแบ่งพื้นที่ให้แต่ละกิจกรรมไม่รบกวนกัน เช่น พื้นที่รับตัวอย่าง พื้นที่เตรียมตัวอย่าง พื้นที่วิเคราะห์ พื้นที่จัดเก็บ และพื้นที่ควบคุมความปลอดภัย โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี ตัวอย่างตรวจวิเคราะห์ หรือความเสี่ยงด้านการปนเปื้อน มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง: ISO 9001 และหลักการควบคุมกระบวนการทำงานที่ตรวจสอบย้อนกลับได้3. Working Distance — ระยะใช้งานต้องรองรับคน อุปกรณ์ และการบำรุงรักษาพื้นที่ที่ดีไม่ใช่แค่วางอุปกรณ์ได้ครบ แต่ต้องมีระยะที่ใช้งานได้จริง ทั้งระยะระหว่างโต๊ะ ทางเดิน พื้นที่เปิดตู้ พื้นที่วางเครื่องมือ พื้นที่เคลื่อนย้ายอุปกรณ์ และระยะเข้าถึงระบบเพื่อซ่อมบำรุงมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง: SEFA8 ในด้าน clearance, aisle width และ practical working space4. Safety First — ความปลอดภัยต้องถูกออกแบบตั้งแต่แรก ทางหนีไฟ การระบายอากาศ จุดล้างตาฉุกเฉิน ฝักบัวนิรภัย ตำแหน่ง fume hood และการเข้าถึงอุปกรณ์ฉุกเฉิน เพราะความปลอดภัยเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ไม่ใช่อุปกรณ์เสริม มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง: ASHRAE 110 และ EN 14175 สำหรับระบบระบายอากาศและ fume hood performanceLayout แบบไหนเหมาะกับห้องของคุณไม่มี Layout รูปแบบเดียวที่เหมาะกับทุกห้อง การเลือกแบบที่ถูกต้องควรขึ้นอยู่กับประเภทงาน จำนวนผู้ใช้งาน เครื่องมือ กระบวนการตรวจวิเคราะห์ และข้อกำหนดด้านความปลอดภัย รูปแบบ Layout ลักษณะสำคัญ เหมาะกับงานประเภทใด Linear Layout วางตามแนวเส้นตรงควบคุม flow ได้ง่าย และเห็นลำดับงานชัด QC Lab, ห้องทดสอบที่มีขั้นตอนต่อเนื่อง U-Shape Layout ลดระยะการเคลื่อนไหวเหมาะกับพื้นที่จำกัดหรือผู้ใช้งานจำนวนน้อย พื้นที่เตรียมตัวอย่าง หรือ zone เฉพาะงาน Island Layout มีโต๊ะกลางร่วมกับพื้นที่ริมผนัง เพิ่มพื้นที่ทำงานและรองรับทีมหลายคน R&D Lab, University Lab, ห้องที่ต้องใช้เครื่องมือร่วมกัน ปัญหาที่มักเกิดจาก Layout ที่ออกแบบไม่เหมาะสมจากประสบการณ์ของ EASYLAB ในการออกแบบและปรับปรุงห้องปฏิบัติการ ปัญหาที่พบซํ้ามัก ไม่ได้เกิดจากอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการวางระบบพื้นที่ตั้งแต่ต้นที่ไม่สัมพันธ์กับการทำงานจริง  • เจ้าหน้าที่ต้องเดินย้อนขั้นตอน ทำให้เสียเวลาและเพิ่มโอกาสผิดพลาด  • พื้นที่ใช้งานทับซ้อนกันระหว่าง sample, chemical, equipment และ storage  • เกิดความเสี่ยงต่อ cross contamination จาก flow ที่ตัดกัน  • ระยะใช้งานจริงไม่เพียงพอเมื่อต้องทำงานพร้อมกันหลายคน  • ระบบ ventilation, utility และ safety ถูกออกแบบแยกจาก layout ทำให้แก้ไข ภายหลังยาก  • เกิดข้อสังเกตในการ Audit เพราะพื้นที่ทำงานไม่สอดคล้องกับมาตรฐานหรือ กระบวนการควบคุมทำไม Layout ต้องออกแบบแบบ Integratedในการออกแบบห้องปฏิบัติการจริง Layout ไม่สามารถแยกออกจากระบบอื่นได้ เพราะตำแหน่งโต๊ะ ตำแหน่งเครื่องมือ จุดจ่ายไฟ นํ้า แก๊ส ระบบระบายอากาศ และอุปกรณ์ความปลอดภัยล้วนส่งผลต่อกัน หากออกแบบแยกส่วนแล้วค่อยนำมาประกอบกันภายหลัง ห้อง Lab อาจดูสมบูรณ์บนแบบ แต่ติดขัดเมื่อใช้งานจริง องค์ประกอบที่ควรถูกคิดร่วมกันตั้งแต่ Design Phase ได้แก่:  • Laboratory Furniture และวัสดุที่เหมาะกับประเภทงาน  • Utility Systems เช่น ไฟฟ้า นํ้า แก๊ส และ drainage  • Ventilation System, fume hood และทิศทางการระบายอากาศ  • Safety & Emergency System เช่น emergency shower, eyewash และทางหนีไฟ  • Audit readiness เช่น zoning, documentation flow และการควบคุมพื้นที่ นี่คือเหตุผลที่แนวคิด Engineering-Based Design และ Integrated Lab System มีความสำคัญเพราะห้อง Lab ที่ดีต้องถูกออกแบบให้ทุกระบบทำงานร่วมกันได้ตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่แก้ไขเมื่อพบปัญหาหลังส่งมอบมุมมองของ EASYLAB สำหรับ EASYLAB การออกแบบ Layout ไม่ใช่การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ให้ครบพื้นที่ แต่คือการ ออกแบบระบบการทำงานของห้องปฏิบัติการให้ปลอดภัย ใช้งานได้จริง และพร้อมต่อการตรวจ ประเมินในระยะยาวด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปีและมากกว่า 1,000 โครงการ EASYLAB ให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจ Workflow ของลูกค้าก่อนเริ่มออกแบบทุกครั้ง เพื่อให้ Layout ที่ได้ไม่เพียงตอบโจทย์การใช้งานในวันนี้ แต่ยังรองรับมาตรฐาน ความปลอดภัย และการเติบโตขององค์กรในอนาคตสรุป Layout ห้องปฏิบัติการที่ดีไม่ควรเริ่มจากความสวยงามหรือการเลือกอุปกรณ์ แต่ควรเริ่มจากความเข้าใจต่อ Workflow มาตรฐาน ความปลอดภัย และระบบวิศวกรรมที่ต้องทำงานร่วมกันทั้งหมด เมื่อออกแบบอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น ห้อง Lab จะไม่เพียงใช้งานได้จริง แต่ยังช่วยลดความเสี่ยง ลดต้นทุนการแก้ไขภายหลัง และเพิ่มความพร้อมต่อการ Audit ในระยะยาวสำหรับองค์กรที่กำลังวางแผนออกแบบหรือปรับปรุงห้องปฏิบัติการEASYLAB พร้อมให้คำปรึกษาด้าน Laboratory Layout, Workflow และ Integrated Lab System เพื่อช่วยวางแนวทางการออกแบบที่สอดคล้องกับมาตรฐานและการใช้งานจริงของแต่ละองค์กรLine: @skpower | skpower.co.th | Tel: 0-2431-6061-6

112334แบนเนอร์3.jpg

อ่านเพิ่มเติม

15 มิถุนายน 2569

โต๊ะปฏิบัติการ (Lab Bench) ควรเลือกวัสดุอะไร ?

โต๊ะปฏิบัติการ (Lab Bench) ควรเลือกวัสดุอะไร?  ไม่มีวัสดุที่ดีที่สุด มีแต่วัสดุที่เหมาะกับงานมากที่สุด ในการออกแบบห้องปฏิบัติการ หนึ่งในคำถามที่พบอยู่เสมอ คือ ควรเลือกโต๊ะปฏิบัติการแบบไหน?หลายองค์กรเริ่มต้นจากการเปรียบเทียบราคาหรือเลือกจากลักษณะภายนอกของวัสดุ แต่ในความเป็นจริง ปัญหาที่เกิดขึ้นภายหลัง มักไม่ได้เกิดจากคุณภาพของวัสดุ แต่เกิดจากการเลือกวัสดุ ไม่สอดคล้องกับลักษณะการใช้งาน วัสดุที่เหมาะกับห้องปฏิบัติการเคมี อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับห้องปฏิบัติการอาหาร และวัสดุที่เหมาะกับพื้นที่สะอาด อาจไม่จำเป็นสำหรับห้องปฏิบัติการทั่วไป ดังนั้นก่อนเลือกวัสดุ สิ่งสำคัญที่สุด ไม่ใช่การถามว่าวัสดุชนิดใดดีที่สุด แต่คือการถามว่า ห้องปฏิบัติการนี้ใช้งานอย่างไรก่อนเลือกวัสดุควรถามคำถามเหล่านี้ • มีการใช้สารเคมีประเภทใด • ความถี่ในการใช้งานมากน้อยเพียงใด • ต้องรองรับมาตรฐานใดบ้าง • มีความเสี่ยงด้านการปนเปื้อนหรือไม่ • อายุการใช้งานที่คาดหวังคือกี่ปี คำตอบของคำถามเหล่านี้ จะเป็นตัวกำหนดว่าวัสดุชนิดใดเหมาะสมที่สุดEpoxy Resin   เมื่อต้องเผชิญกับสารเคมีอย่างจริงจัง Epoxy Resin เป็นวัสดุที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ในห้องปฏิบัติการที่มีการใช้สารเคมีเข้มข้น จุดเด่นคือความสามารถในการทนกรด ด่าง และสารเคมีหลากหลายประเภทEpoxy Resin จึงถูกเลือกใช้ใน • ห้องปฏิบัติการเคมี • ห้องวิเคราะห์ • งานวิจัยที่ใช้สารเคมีเข้มข้นแม้จะมีต้นทุนสูงกว่า แต่มักช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะยาว จากการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนวัสดุก่อนเวลาอันควรPhenolic Resin  ทางเลือกที่สมดุลสำหรับการใช้งานทั่วไป Phenolic Resin เป็นวัสดุที่ได้รับความนิยมอย่างมากเนื่องจากมีความสมดุล ทั้งด้านราคาและประสิทธิภาพการใช้งานPhenolic Resin จึงถูกเลือกใช้ใน • ห้องปฏิบัติการ QC • ห้องปฏิบัติการการเรียนการสอน • งานวิเคราะห์ทั่วไปเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์องค์กรจำนวนมาก ที่ต้องการประสิทธิภาพในงบประมาณที่เหมาะสมStainless Steel  เมื่อความสะอาดคือหัวใจสำคัญ ในบางอุตสาหกรรมความทนสารเคมี อาจไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุด แต่เป็นเรื่องของสุขอนามัย และการควบคุมการปนเปื้อนStainless Steel จึงถูกเลือกใช้ใน • อุตสาหกรรมอาหาร • อุตสาหกรรมยา • พื้นที่ Cleanroom • พื้นที่ควบคุมการปนเปื้อน เพราะสามารถทำความสะอาดได้ง่าย และรองรับข้อกำหนดด้านสุขอนามัยได้เป็นอย่างดีหากเลือกวัสดุผิด ส่งผลอย่างไร การเลือกวัสดุที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิด • ความเสียหายของพื้นผิวก่อนเวลา • ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย • ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมที่เพิ่มขึ้น • การเปลี่ยนวัสดุใหม่เร็วกว่าที่ควร ซึ่งในหลายกรณี มีมูลค่าสูงกว่าความแตกต่างของราคาวัสดุ ตั้งแต่เริ่มต้นหลายเท่า ในมุมมองทางวิศวกรรม   ไม่มีวัสดุชนิดใด ที่เหมาะกับห้องปฏิบัติการทุกประเภท ดังนั้นการตัดสินใจที่ถูกต้อง จึงไม่ใช่การเลือกวัสดุที่ดีที่สุด แต่คือการเลือกวัสดุที่เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานมากที่สุดเพราะห้องปฏิบัติการที่ดี ไม่ได้เริ่มต้นจากการเลือกวัสดุราคาแพงที่สุด แต่เริ่มต้นจากการเข้าใจ ว่าพื้นที่นั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร  EASYLAB Design with responsibility. Build with standards.

115036ออกแบบห้องปฏิบัติการ (Lab) อย่างไรให้ผ่าน Audit ตั้งแต่ครั้งแรก.png

อ่านเพิ่มเติม

2 มิถุนายน 2569

ออกแบบห้องปฏิบัติการ (Lab) อย่างไรให้ผ่าน Audit ตั้งแต่ครั้งแรก?

สำหรับหลายโรงงานการสร้างห้องปฏิบัติการ (Lab) ไม่ได้จบแค่ใช้งานได้แต่ต้อง ผ่านการตรวจประเมิน (Audit)จากหน่วยงานหรือมาตรฐานที่เกี่ยวข้องปัญหาที่พบได้บ่อยคือ ห้อง Lab ใช้งานได้จริงแต่ ไม่ผ่านมาตรฐานซึ่งนำไปสู่การ แก้ไขซ้ำ เสียเวลา และเพิ่มงบประมาณการออกแบบห้องปฏิบัติการให้ผ่าน Auditควรคำนึงถึง 3 เรื่องหลัก ได้แก่1.ออกแบบให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง2.วาง Layout ให้รองรับ Workflow จริง3.ออกแบบระบบให้ครบ (Integrated Engineering System)มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับห้อง Labห้องปฏิบัติการในโรงงานอุตสาหกรรมมักต้องสอดคล้องกับมาตรฐาน เช่น· ISO 17025· GMP· HACCPแต่ละมาตรฐานมีข้อกำหนดด้าน พื้นที่ ระบบ และความปลอดภัย ที่แตกต่างกัน1. ออกแบบให้สอดคล้องกับมาตรฐานข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือออกแบบห้อง Lab ก่อนแล้วค่อย มาเช็คมาตรฐานทีหลังแนวทางที่ถูกต้องคือต้องนำ Requirement ของมาตรฐาน มาใช้ตั้งแต่ต้นเช่น· การแยกพื้นที่สะอาด / ปนเปื้อน· การควบคุมการไหลของตัวอย่าง· การจัดเก็บสารเคมีอย่างปลอดภัย2. วาง Layout ตาม Workflow จริงLayout ที่ดีต้องรองรับ ลำดับการทำงานตัวอย่าง:· รับตัวอย่าง → วิเคราะห์ → บันทึกผล → จัดเก็บหากวาง Layout ไม่สอดคล้องจะเกิด:· การเดินย้อน· ความเสี่ยงในการปนเปื้อน· ความผิดพลาดในการทำงาน 3. ออกแบบระบบให้ครบ (Integrated System)ห้อง Lab ไม่ใช่แค่โต๊ะและอุปกรณ์ แต่คือระบบที่ต้องทำงานร่วมกัน· Laboratory Furniture· ระบบไฟฟ้า น้ำ และแก๊ส· ระบบระบายอากาศและความปลอดภัยมุมมองทางวิศวกรรมการผ่าน Auditไม่ใช่เรื่องของเอกสารเพียงอย่างเดียวแต่คือการออกแบบระบบที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นแนวคิด Engineering-Based Designช่วยให้สามารถวางโครงสร้างห้อง Labให้สอดคล้องทั้งการใช้งาน และมาตรฐานได้พร้อมกัน ห้องปฏิบัติการที่ผ่าน Auditไม่ได้เกิดจากการแก้ไขภายหลังแต่เกิดจาก การออกแบบที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นการวางระบบแบบ Integrated Lab Systemจะช่วยลดความเสี่ยง และเพิ่มความมั่นใจในการตรวจประเมินเนื้อหานี้พัฒนาโดย EASYLABผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมห้องปฏิบัติการ (Laboratory Engineering Specialist)ภายใต้แนวคิด Engineering-Based Design และ Integrated Lab Systemเพื่อให้ห้องปฏิบัติการสามารถใช้งานได้จริงและรองรับมาตรฐานในระดับสากล