18 มีนาคม 2569

ห้องปฏิบัติการที่ดี… เริ่มต้นที่ “ความเข้าใจ”

ก่อนการเลือก Laboratory Furniture หรือการติดตั้ง Lab Bench

หลายคนมักเข้าใจว่าการสร้างห้องปฏิบัติการ (Laboratory) เริ่มต้นจากการเลือกโต๊ะแล็บหรืออุปกรณ์ที่ดูแข็งแรงและทนทาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ห้องปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพต้องเริ่มต้นจากการออกแบบที่ดี ซึ่งคำนึงถึงการใช้งานจริง ความปลอดภัย และการไหลของการทำงาน (Workflow) ภายในพื้นที่

การออกแบบ Laboratory Design ที่ดีไม่ใช่เพียงการจัดวางอุปกรณ์ แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดความเสี่ยง และรองรับมาตรฐานความปลอดภัยในระดับสากล


ก่อนเริ่มต้นออกแบบหรือปรับปรุงห้องแล็บ มี 5 ปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณา

1. ประเภทของห้องปฏิบัติการ (Lab Type)

ขั้นตอนแรกของ Laboratory Design คือการกำหนดประเภทของห้องปฏิบัติการ เพราะห้องแล็บแต่ละประเภทมีความต้องการที่แตกต่างกัน เช่น

- ห้องปฏิบัติการเคมี (Chemical Lab)

- ห้องจุลชีววิทยา (Microbiology Lab)

- ห้องปฏิบัติการด้านอาหารหรือยา

- ห้องวิจัยและพัฒนา (Research & Development Lab)

ประเภทของงานวิจัยจะกำหนดทั้งการเลือก Lab Bench, ระบบระบายอากาศ และการเลือก Laboratory Furniture ที่เหมาะสม


2. ระบบระบายอากาศ (Ventilation System)

หัวใจสำคัญของห้องปฏิบัติการคือ ระบบระบายอากาศ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน

การออกแบบระบบ Ventilation ต้องคำนึงถึง

- การหมุนเวียนอากาศภายในห้อง

- การควบคุมสารเคมีระเหย

- ระบบกำจัดอากาศเสีย (Exhaust System)

อุปกรณ์ที่สำคัญในระบบนี้คือ Fume Hood ซึ่งช่วยดูดและกำจัดไอระเหยของสารเคมีออกจากพื้นที่ทำงาน ลดความเสี่ยงต่อผู้ปฏิบัติงานและป้องกันการสะสมของสารอันตรายในห้องแล็บ


3. การวางผังห้องปฏิบัติการ (Laboratory Layout & Workflow)

การวางผังพื้นที่หรือ Lab Layout มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานโดยตรง

การออกแบบที่ดีควร

- ลดการเดินที่ไม่จำเป็น (Waste of Movement)

- ป้องกันการปนเปื้อน (Cross-contamination)

- จัดตำแหน่ง Lab Bench และอุปกรณ์ให้เหมาะกับลำดับการทำงาน

- การออกแบบ Workflow ที่เหมาะสมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุภายในห้องปฏิบัติการ


4. การเลือกวัสดุ (Material Selection)

วัสดุที่ใช้ใน Laboratory Furniture และ Lab Bench ต้องสามารถทนต่อ

สารเคมี

- ความร้อน

- ความชื้น

- การกัดกร่อน

การเลือกวัสดุที่เหมาะสม เช่น Chemical Resistant Worktop หรือ Epoxy Resin Surface จะช่วยยืดอายุการใช้งานของเฟอร์นิเจอร์ห้องแล็บ และช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาในระยะยาว


5. มาตรฐานความปลอดภัย (Safety Standards)

ห้องปฏิบัติการที่ดีต้องออกแบบภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล เช่น

- SEFA Standard สำหรับ Laboratory Furniture

- ASHRAE 110 สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพของ Fume Hood

- EN14175 มาตรฐานด้านความปลอดภัยของระบบดูดควัน

มาตรฐานเหล่านี้ช่วยให้มั่นใจว่าห้องปฏิบัติการมีความปลอดภัย และสามารถรองรับการใช้งานในระดับวิจัยหรืออุตสาหกรรมได้


ห้องปฏิบัติการที่ดี เริ่มต้นจากการออกแบบที่ถูกต้อง

การออกแบบห้องปฏิบัติการไม่ใช่เพียงการเลือก Lab Bench หรือ Laboratory Furniture ที่มีคุณภาพเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบทั้งหมด ตั้งแต่การวางผังพื้นที่ ระบบระบายอากาศ การเลือกวัสดุ ไปจนถึงมาตรฐานความปลอดภัย


เนื้อหานี้พัฒนาโดย EASYLAB

ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมห้องปฏิบัติการ (Laboratory Engineering Specialist)

ภายใต้แนวคิด Engineering-Based Design และ Integrated Lab System

เพื่อให้ห้องปฏิบัติการสามารถใช้งานได้จริงและรองรับมาตรฐานในระดับสากล

102210af9953c2-5de1-4175-b2e3-016e9b075cdf.png

อ่านเพิ่มเติม

2 ตุลาคม 2569

Fume Hood คืออะไร? และเลือกแบบไหนให้เหมาะกับงานในห้อง Lab

Fume Hood คืออะไร? และเลือกแบบไหนให้เหมาะกับงานในห้อง Labเมื่อพูดถึงการทางานกับสารเคมีในห้องปฏิบัติการ หนึ่งในอุปกรณ์ที่มีบทบาทสาคัญต่อความปลอดภัยของผู้ใช้งานคือ Fume Hood หรือ ตู้ดูดไอสารเคมีหน้าที่ของ Fume Hood คือการช่วยดูดและควบคุมไอระเหยที่เกิดขึ้นระหว่างการทางาน เพื่อลดโอกาสที่ไอสารเคมีจะกระจายเข้าสู่พื้นที่ปฏิบัติงานแต่การมี Fume Hood อยู่ภายในห้อง ไม่ได้หมายความว่าระบบจะปลอดภัยโดยอัตโนมัติเพราะประสิทธิภาพของ Fume Hood ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวตู้เพียงอย่างเดียว แต่ยังสัมพันธ์กับประเภทของงาน สารเคมีที่ใช้งาน และระบบระบายอากาศของห้องปฏิบัติการโดยรวมก่อนเลือก Fume Hood ต้องรู้ก่อนว่าใช้กับงานอะไร Fume Hood แต่ละแบบไม่ได้เหมาะกับทุกลักษณะงาน ก่อนตัดสินใจเลือก จึงควรเริ่มจากการทาความเข้าใจว่า ภายในตู้จะถูกนาไปใช้กับ   1.งานประเภทใด ใช้สารเคมีในลักษณะใด   2.มีความเข้มข้นของสารเคมีมากน้อยเพียงใด  3.พิจารณาว่า ระบบ Ventilation ของพื้นที่สามารถรองรับการทางานของ Fume Hood ได้อย่าง เหมาะสมหรือไม่ดังนั้น การเลือก Fume Hood จึงไม่ควรเริ่มจากการดูเฉพาะขนาดหรือรูปแบบของตู้ แต่ควรเริ่มจาก ลักษณะการใช้งานจริงของห้องปฏิบัติการDucted และ Ductless ต่างกันอย่างไร?Fume Hood สามารถแบ่งตามลักษณะการจัดการอากาศได้เป็น 2 รูปแบบหลักDucted Fume Hoodเป็นระบบที่นาอากาศจากภายใน Fume Hood ระบายออกไปยังภายนอกผ่านระบบท่อ ดังนั้น การใช้งานจึงต้องพิจารณาร่วมกับระบบระบายอากาศและองค์ประกอบอื่นของอาคาร เพื่อให้การระบายอากาศสามารถทางานได้สัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมของห้องDuctless Fume Hoodเป็นระบบที่ใช้การกรองอากาศภายใน ก่อนจัดการอากาศตามรูปแบบของระบบการเลือกใช้งานจึงต้องพิจารณาให้สัมพันธ์กับลักษณะงานและสารเคมีที่ใช้งานเช่นเดียวกันสิ่งสาคัญจึงไม่ใช่การถามว่า Ducted หรือ Ductless แบบไหน ดีกว่า แต่ควรถามว่า ระบบแบบใด เหมาะกับงานและระบบของห้องนี้มากกว่าFume Hood ที่ดี ต้องดูมากกว่าความสามารถในการดูดในมุมมองทางวิศวกรรม การพิจารณาประสิทธิภาพของ Fume Hood ไม่ควรมองเพียงว่าตู้สามารถดูดอากาศได้หรือไม่ แต่ยังต้องพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมกัน เช่น  • Face Velocity   • Airflow Stability   • การทางานร่วมกับ HVAC Systemเพราะ Fume Hood เป็นอุปกรณ์ที่มีการนาอากาศออกจากพื้นที่ การทางานของตู้จึงมีความสัมพันธ์กับระบบอากาศภายในห้องโดยตรงหากพิจารณาเฉพาะตัว Fume Hood โดยไม่คานึงถึงระบบโดยรอบ อาจทาให้ประสิทธิภาพที่เกิดขึ้นเมื่อใช้งานจริงแตกต่างจากที่คาดไว้ทาไม Fume Hood ต้องออกแบบร่วมกับระบบอากาศของห้อง?หนึ่งในปัญหาที่พบได้จากหน้างาน คือFume Hood ทางานได้ แต่ห้องโดยรวมไม่รองรับนั่นหมายความว่า แม้ตัวตู้จะสามารถทาหน้าที่ของตัวเองได้ แต่หากระบบอากาศของห้องไม่ได้ถูกออกแบบให้สัมพันธ์กัน การทางานโดยรวมก็อาจไม่เป็นไปตามที่ต้องการ และส่งผลต่อความปลอดภัยของพื้นที่ได้นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Fume Hood ไม่ควรถูกพิจารณาแยกออกจาก Ventilation หรือ HVAC Systemแต่ควรถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบอากาศทั้งหมดภายในห้องปฏิบัติการมุมมองทางวิศวกรรมการเลือก Fume Hood จึงไม่ควรจบเพียงคาถามว่าตู้รุ่นนี้ดูดไอสารเคมีได้หรือไม่?แต่ควรพิจารณาต่อไปว่าเมื่อนาตู้มาใช้งานจริงแล้ว จะสามารถทางานร่วมกับระบบของห้องได้อย่างเหมาะสมหรือไม่?เพราะห้องปฏิบัติการประกอบด้วยหลายระบบที่ทางานร่วมกัน ทั้ง Fume Hood, Ventilation และ HVAC System การออกแบบแบบ Integrated Lab System จึงช่วยให้การเลือกอุปกรณ์ไม่ได้ถูกพิจารณาแบบแยกส่วน แต่เชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมและการใช้งานจริงของห้องสรุปFume Hood เป็นอุปกรณ์สาคัญสาหรับช่วยควบคุมไอระเหยจากการทางานภายในห้องปฏิบัติการแต่การเลือก Fume Hood ที่เหมาะสม ไม่ควรพิจารณาเฉพาะตัวตู้เพียงอย่างเดียว ต้องมองตั้งแต่ประเภทของงาน ลักษณะการใช้สารเคมี ระบบ Ventilation ไปจนถึงการทางานร่วมกับระบบอากาศของห้องเพราะ Fume Hood ที่เหมาะสม ไม่ใช่เพียงตู้ที่สามารถดูดไอสารเคมีได้ แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของระบบห้องปฏิบัติการที่สามารถทางานร่วมกันได้อย่างเหมาะสมและรองรับการใช้งานจริงสาหรับองค์กรที่กำลังวางแผนออกแบบหรือปรับปรุงห้องปฏิบัติการ EASYLAB พร้อมให้คาปรึกษาด้าน Laboratory Layout, Workflow และ Integrated Lab System เพื่อช่วยวางแนวทางการออกแบบที่สอดคล้องกับมาตรฐานและการใช้งานจริงของแต่ละองค์กรLine: @skpower | skpower.co.th | Tel: 0-2431-6061-6