งบประมาณสร้างห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงาน คิดอย่างไรให้ไม่บานปลาย?

4 เมษายน 2569

งบประมาณสร้างห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงาน คิดอย่างไรให้ไม่บานปลาย?

หลายโรงงานเริ่มต้นโครงการห้องปฏิบัติการ (Lab) ด้วยคำถามเดียว "ต้องใช้งบเท่าไร?"

แต่ในความเป็นจริง งบประมาณของห้อง Lab ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ขนาดห้อง เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ ระดับของระบบวิศวกรรม 

ที่ต้องการ


งบประมาณสร้างห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงานอุตสาหกรรม
โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ:

  • 500,000 – 1,000,000 บาทห้อง Lab ขนาดเล็ก / ระบบพื้นฐาน
  • 1,000,000 – 2,000,000 บาทห้อง Lab ขนาดกลาง / ระบบครบ
  • 2,000,000 – 3,000,000+ บาทห้อง Lab ที่มีระบบเฉพาะทาง

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ:

  • ประเภทของงาน (QC / QA / R&D)
  • วัสดุที่เลือกใช้
  • และความซับซ้อนของระบบ (Utility & Ventilation) 


ปัจจัยที่มีผลต่องบประมาณ

งบประมาณของห้อง Lab ไม่ได้ตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลักดังนี้

1. ประเภทของห้องปฏิบัติการ

  • ห้อง Lab QC → ระบบไม่ซับซ้อน
  • ห้อง Lab R&D → ต้องรองรับความยืดหยุ่นสูง
  • ห้อง Lab เคมี → ต้องมีระบบความปลอดภัยเพิ่มเติม      

2. วัสดุของ Lab Furniture

วัสดุที่เลือกใช้ ส่งผลโดยตรงต่อราคาและอายุการใช้งาน

ตัวอย่าง:

  • Epoxy Resin → ทนสารเคมีสูง
  • Phenolic Resin → สมดุลราคาและคุณภาพ
  • Stainless Steel → เหมาะกับงานเฉพาะทาง 

3. ระบบวิศวกรรม (Engineering System)

ส่วนนี้คือ ตัวแปรสำคัญที่สุด

  • ระบบไฟฟ้าเฉพาะทาง
  • ระบบน้ำและ Drain
  • ระบบแก๊ส
  • ระบบระบายอากาศ (Fume Hood) 

4. ขนาดและ Layout

  • พื้นที่มาก → ต้นทุนเพิ่ม
  • Layout ซับซ้อน → ติดตั้งยากขึ้น

แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่ ขนาดใหญ่ คือ ออกแบบให้ใช้งานได้จริง


ทำไมงบประมาณถึงบานปลาย?

จากประสบการณ์ในโครงการจริง
สาเหตุหลักมักเกิดจาก:

  • เริ่มต้นโดยไม่มีแบบที่ชัดเจน
  • ออกแบบแยกระบบ (Furniture / Utility / Ventilation)
  • เปลี่ยนแบบระหว่างดำเนินงาน
  • เลือกวัสดุไม่เหมาะสม 


แนวทางควบคุมงบประมาณ

เพื่อให้โครงการไม่บานปลาย ควรวางแผนตั้งแต่ต้น ดังนี้

  • กำหนด Scope งานให้ชัด
  • ออกแบบแบบครบระบบ (Integrated Design)
  • ทำ 3D ก่อนผลิตจริง
  • ประเมินงบโดยผู้เชี่ยวชาญด้าน Laboratory Engineering 


มุมมองทางวิศวกรรม

ในหลายโครงการ งบประมาณที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้เกิดจาก ราคาวัสดุ แต่เกิดจาก การแก้ไขหน้างาน

การออกแบบแบบ Integrated Lab System ตั้งแต่ต้น จะช่วยลดต้นทุนแฝง และเพิ่มประสิทธิภาพในระยะยาว


งบประมาณของห้องปฏิบัติการในโรงงาน ไม่ใช่ตัวเลขตายตัวแต่คือผลลัพธ์ของ

การออกแบบ + ระบบ + มาตรฐาน การวางแผนอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้น

จะช่วยให้คุณได้ห้อง Lab ที่:

  • ใช้งานได้จริง
  • ควบคุมงบประมาณได้
  • และรองรับการเติบโตขององค์กรในอนาคต      


เนื้อหานี้พัฒนาโดย EASYLAB

ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมห้องปฏิบัติการ (Laboratory Engineering Specialist)

ภายใต้แนวคิด Engineering-Based Design และ Integrated Lab System

เพื่อให้ห้องปฏิบัติการสามารถใช้งานได้จริงและรองรับมาตรฐานในระดับสากล

152437ChatGPT Image 15 พ.ค. 2569 15_23_52.webp

อ่านเพิ่มเติม

15 พฤษภาคม 2569

ตู้ดูดควันในแล็บ ดูดควันไม่ออก — เกิดจากอะไร และอันตรายแค่ไหน?

ถ้าคุณเคยรู้สึกว่ามีกลิ่นสารเคมีรั่วออกมาจากตู้ดูดควันขณะทำงาน นั่นไม่ใช่เรื่องปกติตู้ดูดควัน (Fume Hood) คืออุปกรณ์ด้านแรกที่ปกป้องคุณจากไอสารเคมีในทุกการทดลอง แต่จากประสบการณ์กว่า 30 ปีในวงการวิศวกรรมห้องปฏิบัติการ พบว่าแล็บส่วนใหญ่ในไทยใช้ตู้ดูดควันที่ทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน โดยไม่รู้ตัวสัญญาณที่บอกว่าตู้ดูดควันของคุณมีปัญหาก่อนจะพูดถึงสาเหตุ ลองเช็กตัวเองก่อนครับว่าเคยเจอสิ่งเหล่านี้ไหม- ได้กลิ่นสารเคมีขณะทำงานอยู่หน้าตู้- เปลวไฟหรือควันเคลื่อนที่ออกด้านหน้าแทนที่จะถูกดูดเข้าไป- กระดาษทิชชูที่วางขอบตู้ไม่ถูกดูดเข้าหาตู้- ระบบส่งเสียงดังผิดปกติหรือทำงานไม่สม่ำเสมอถ้าเจอสิ่งเหล่านี้แม้แค่ข้อเดียว แสดงว่าระบบ containment ของตู้กำลังล้มเหลว และคุณกำลังสูดดมไอสารเคมีเข้าร่างกายโดยไม่รู้ตัวFace Velocity คืออะไร และทำไมถึงสำคัญที่สุดตัวเลขที่วัดประสิทธิภาพของตู้ดูดควันเรียกว่า Face Velocity ความเร็วของกระแสอากาศที่ดูดเข้าตู้ผ่านช่องเปิดด้านหน้ามาตรฐาน ASHRAE 110 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสำหรับการทดสอบ fume hood กำหนดค่า face velocity ที่ปลอดภัยไว้ที่ 0.3–0.5 เมตรต่อวินาที (60–100 fpm)ต่ำกว่านี้ = ดูดไม่พอ ไอสารเคมีรั่วออกมาสูงกว่านี้มากเกินไป = เกิด turbulence อากาศวนกลับออกมาแทนปัญหาคือแล็บส่วนใหญ่ไม่เคยวัดค่านี้เลยตั้งแต่ติดตั้ง5 สาเหตุหลักที่ทำให้ตู้ดูดควันทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน1. ออกแบบระบบ ventilation ผิดตั้งแต่แรกท่อระบายอากาศขนาดผิด หรือ fan ที่เลือกมาไม่รองรับ static pressure ที่แท้จริงของระบบ เป็นปัญหาที่แก้ยากที่สุดเพราะต้องแก้ที่การออกแบบ ไม่ใช่แค่ปรับ setting2. มีคนเปิดประตู-หน้าต่างใกล้ตู้กระแสลมจากภายนอกรบกวน airflow หน้าตู้โดยตรง แม้แค่คนเดินผ่านเร็วๆ ก็ทำให้เกิด turbulence ได้ชั่วคราว3. ตำแหน่งติดตั้งผิดตู้ดูดควันที่อยู่ใกล้ประตู ช่องแอร์ หรืออยู่ในทางสัญจรของคน จะเกิดปัญหา cross-draft ซึ่งรบกวน containment อย่างรุนแรง4. ไม่ได้รับการ maintainฝุ่นและสารตกค้างในท่อสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ airflow ลดลงทีละน้อยจนผู้ใช้งานไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง5. เปิด sash สูงเกินไปยิ่ง sash เปิดสูง พื้นที่หน้าตู้กว้างขึ้น face velocity ลดลงโดยอัตโนมัติ ตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุดคือเปิด sash ไม่เกิน 45 ซม. หรือตามที่ตู้กำหนดอันตรายที่เกิดขึ้นจริงเมื่อตู้ทำงานผิดมาตรฐานไม่ใช่แค่เรื่องกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ครับ แต่มีผลกระทบที่จับต้องได้สารเคมีหลายชนิดที่ใช้ในแล็บทั่วไปเช่น formaldehyde, benzene, หรือ acid vapor มีค่า TLV (Threshold Limit Value) ต่ำมาก การสูดดมสะสมแม้ในปริมาณน้อยทุกวันส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ ตับ และระบบประสาทในระยะยาว โดยที่ผู้ใช้งานไม่รู้สึกถึงอันตรายในทันทีวิธีเช็กเบื้องต้นที่ทำได้เองก่อนเรียกวิศวกรมาตรวจ ลองทำ smoke test อย่างง่ายครับใช้ smoke pencil หรือ smoke tube วางที่ระยะ 15 ซม. หน้า sash แล้วดูว่าควันถูกดูดเข้าตู้อย่างสม่ำเสมอหรือไม่ ถ้าควันวนกลับออกมาหรือเคลื่อนที่ผิดทิศ แสดงว่ามีปัญหา containment ชัดเจนวิธีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบตามมาตรฐาน EN14175 ที่ทำได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพงตู้ดูดควันที่ได้มาตรฐานจริงๆ ต้องผ่านอะไรบ้างตู้ดูดควันที่ปลอดภัยสำหรับงาน laboratory จริงๆ ต้องได้รับการออกแบบและทดสอบตามมาตรฐานเหล่านี้- ASHRAE 110 — ทดสอบ containment performance ด้วย tracer gas จริง- EN14175 — มาตรฐานยุโรปสำหรับ fume cupboard ทั้งด้าน safety และ performance- CE Marking — รับรองว่าผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของสหภาพยุโรปถ้าตู้ที่ใช้อยู่ไม่มีเอกสารรับรองเหล่านี้ ควรตรวจสอบกับผู้จัดจำหน่ายให้ชัดเจนสรุปสิ่งที่ควรทำทันทีถ้าสงสัยว่าตู้ดูดควันในแล็บของคุณทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน อย่ารอให้มีอาการก่อนครับทำ smoke test เบื้องต้นเอง และถ้าพบสิ่งผิดปกติให้แจ้ง lab manager หรือวิศวกรผู้รับผิดชอบทันที การวัด face velocity และทดสอบระบบ ventilation ตามมาตรฐาน ASHRAE 110 ควรทำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ไม่ใช่แค่ตอนติดตั้งครั้งแรกห้องปฏิบัติการที่ปลอดภัยไม่ได้เริ่มจากอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล แต่เริ่มจากระบบที่ออกแบบและดูแลรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่แรกเนื้อหานี้พัฒนาโดย EASYLABผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมห้องปฏิบัติการ (Laboratory Engineering Specialist)ภายใต้แนวคิด Engineering-Based Design และ Integrated Lab Systemเพื่อให้ห้องปฏิบัติการสามารถใช้งานได้จริงและรองรับมาตรฐานในระดับสากล

130804ปก.png

อ่านเพิ่มเติม

20 ธันวาคม 2568

SAFETY & GREEN DAY 2025

อีกหนึ่งวันดี ๆ ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และพลังบวกจากพนักงานทุกคน ในกิจกรรม SAFETY & GREEN DAY 2025 ซึ่ง GRAMMY & EASY LAB ตั้งใจจัดขึ้น เพื่อปลูกฝังการตระหนักรู้เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงาน ควบคู่ไปกับการดูแล สิ่งแวดล้อมในสถานที่ทำงานอย่างยั่งยืน ภายในงานอัดแน่นด้วยกิจกรรมและบูธหลากหลายที่ทั้งให้ความรู้ เสริมความเข้าใจ และเติมความสุขให้การทำงานร่วมกันในทุก ๆ วัน ขอขอบคุณพนักงานทุกคน ที่ร่วมกันสร้างบรรยากาศดี ๆ และเป็นส่วนหนึ่งของวันแห่งความหมายนี้ GRAMMY & EASY LAB จะยังคงมุ่งมั่นสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับ “คน ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม” อย่างต่อเนื่อง