ห้องปฏิบัติการ (Lab) แบบไหนเหมาะกับโรงงานของคุณ?

2 พฤศจิกายน 2569

ห้องปฏิบัติการ (Lab) แบบไหนเหมาะกับโรงงานของคุณ?

ห้องปฏิบัติการ (Lab) แบบไหนเหมาะกับโรงงานของคุณ?

หากโรงงานกำลังวางแผนสร้างห้องปฏิบัติการใหม่ สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงอาจเป็นเรื่องขนาดพื้นที่ งบประมาณ หรือเครื่องมือที่จะนำมาติดตั้ง แต่ก่อนจะไปถึงขั้นตอนเหล่านั้น ยังมีอีกเรื่องที่ควรพิจารณาให้ชัดเจน นั่นคือห้องปฏิบัติการแห่งนี้จะถูกนำไปใช้ทำอะไร

เพราะห้องปฏิบัติการแต่ละประเภทมีลักษณะงานแตกต่างกัน บางห้องต้องตรวจสอบตัวอย่างจำนวนมากในแต่ละวัน บางห้องเน้นดูแลระบบคุณภาพ ขณะที่บางห้องต้องรองรับการทดลองและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ความแตกต่างเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการจัดพื้นที่ การเลือกอุปกรณ์ และระบบต่าง ๆ ภายในห้อง

การเริ่มต้นจากความเข้าใจลักษณะงานจึงช่วยให้โรงงานวางแผนได้ตรงกับความต้องการมากขึ้น และลดโอกาสที่จะต้องกลับมาแก้ไขพื้นที่หรือระบบภายหลัง

ทำความเข้าใจห้องปฏิบัติการ 3 ประเภทหลักในโรงงานอุตสาหกรรม

โดยทั่วไป งานด้านห้องปฏิบัติการและคุณภาพในโรงงานอุตสาหกรรมสามารถแบ่งตามวัตถุประสงค์หลักได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
QC (Quality Control), QA (Quality Assurance) และ R&D (Research & Development) ซึ่งแต่ละกลุ่มมีหน้าที่และความต้องการด้านพื้นที่แตกต่างกัน

1. QC Lab – ห้องปฏิบัติการควบคุมคุณภาพ

QC Lab เป็นห้องปฏิบัติการที่ใช้ตรวจสอบและทดสอบคุณภาพของวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ เพื่อให้มั่นใจว่าผลการตรวจสอบเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด

ลักษณะงานของห้องประเภทนี้มักมีขั้นตอนค่อนข้างชัดเจน และอาจต้องตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างอย่างต่อเนื่องในแต่ละวัน ความแม่นยำและความรวดเร็วจึงเป็นสิ่งสาคัญ

การจัดพื้นที่ควรช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้สะดวก ตั้งแต่การเตรียมตัวอย่างไปจนถึงการทดสอบและบันทึกผล โดยไม่ต้องเดินย้อนกลับไปมาหรือเคลื่อนย้ายอุปกรณ์โดยไม่จำเป็น

หากจัดวางโต๊ะและเครื่องมือให้เหมาะกับลำดับงาน ก็จะช่วยให้การทำงานในแต่ละวันคล่องตัวขึ้น โดยเฉพาะโรงงานที่มีปริมาณตัวอย่างจำนวนมาก

2. QA Lab – พื้นที่สนับสนุนระบบประกันคุณภาพ

QA หรือ Quality Assurance มีหน้าที่ดูแลและติดตามระบบคุณภาพขององค์กร เพื่อให้กระบวนการทำงานเป็นไปตามข้อกาหนดและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

งาน QA จะแตกต่างจาก QC ตรงที่ไม่ได้มุ่งเน้นการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างเป็นหลัก แต่ให้ความสาคัญกับการควบคุมกระบวนการ การตรวจสอบเอกสาร และการติดตามความสอดคล้องของระบบคุณภาพ

ดังนั้น พื้นที่สาหรับงาน QA จึงไม่จาเป็นต้องมีเครื่องมือวิเคราะห์จำนวนมากเหมือนห้อง QC เสมอไป แต่ควรจัดให้เหมาะกับลักษณะงานของแต่ละองค์กร

ในบางโรงงาน งาน QA อาจดาเนินการในพื้นที่สำนักงานหรือใช้พื้นที่ร่วมกับหน่วยงานอื่น โดยไม่จำเป็นต้องจัดเป็นห้องปฏิบัติการแยกต่างหาก

3. R&D Lab – ห้องปฏิบัติการวิจัยและพัฒนา

R&D Lab เป็นห้องปฏิบัติการสาหรับการทดลอง วิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการใหม่ ๆ ซึ่งมีลักษณะงานแตกต่างจากห้อง QC ค่อนข้างมาก

เนื่องจากการวิจัยอาจมีการเปลี่ยนวิธีทดลอง ใช้อุปกรณ์หลายประเภท หรือปรับกระบวนการทางานอยู่เสมอ ห้องประเภทนี้จึงควรมีความยืดหยุ่นในการใช้งาน

ตัวอย่างเช่น โต๊ะปฏิบัติการอาจต้องรองรับอุปกรณ์หลายชนิด หรือมีพื้นที่สาหรับปรับเปลี่ยนการจัดวางเครื่องมือตามลักษณะการทดลอง

นอกจากนี้ งานวิจัยบางประเภทอาจต้องใช้ระบบไฟฟ้า น้า แก๊ส หรือระบบระบายอากาศเฉพาะทาง จึงควรพิจารณาความต้องการเหล่านี้ตั้งแต่เริ่มวางแผน เพื่อให้ห้องสามารถรองรับการทดลองได้อย่างเหมาะสม

ทำไมการเลือกประเภท Lab จึงส่งผลต่อการออกแบบทั้งระบบ?

การกำหนดประเภทห้องปฏิบัติการไม่ได้มีผลแค่ชื่อห้อง แต่ยังเกี่ยวข้องกับรายละเอียดของการออกแบบอีกหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งโต๊ะปฏิบัติการ การจัดวางเครื่องมือ ระบบไฟฟ้า น้า แก๊ส หรือการระบายอากาศ

ยกตัวอย่างเช่น ห้อง QC ที่ต้องตรวจสอบตัวอย่างเป็นประจำ อาจต้องจัดพื้นที่ให้ทางานตามขั้นตอนได้สะดวก ขณะที่ห้อง R&D ควรมีพื้นที่และระบบที่ยืดหยุ่นเพียงพอสาหรับการทดลองหลายรูปแบบ

หากนำรูปแบบห้องเดียวกันไปใช้กับงานทุกประเภทโดยไม่พิจารณาความแตกต่าง อาจทำให้บางพื้นที่ใช้งานไม่สะดวก หรือมีระบบบางส่วนที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ

การเลือกประเภทห้องให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นจึงช่วยให้การจัดสรรพื้นที่และงบประมาณมีความเหมาะสมมากขึ้น

เมื่อห้อง QC ต้องรองรับงาน R&D ปัญหาอะไรอาจเกิดขึ้น?

ปัญหาหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นในโรงงาน คือการนาห้องปฏิบัติการเดิมไปใช้กับงานที่แตกต่างจากวัตถุประสงค์ที่ออกแบบไว้

ตัวอย่างเช่น ห้อง QC ที่เดิมใช้ตรวจสอบคุณภาพตามขั้นตอนประจำ ถูกนำมาใช้สาหรับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่

ในช่วงแรกอาจยังสามารถใช้งานร่วมกันได้ แต่เมื่อมีการเพิ่มเครื่องมือหรือเปลี่ยนรูปแบบการทดลอง พื้นที่และระบบเดิมอาจเริ่มไม่เพียงพอ

บางกรณีอาจต้องเพิ่มจุดจ่ายไฟฟ้า ปรับตำแหน่งโต๊ะ หรือแก้ไขระบบต่าง ๆ เพื่อให้รองรับการทำงานที่เปลี่ยนไป ซึ่งทาให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากที่วางแผนไว้

ก่อนนำห้องเดิมไปใช้งานประเภทอื่น จึงควรประเมินความพร้อมของพื้นที่และระบบที่มีอยู่ เพื่อดูว่าสามารถรองรับงานใหม่ได้มากน้อยเพียงใด

มุมมองทางวิศวกรรม: ออกแบบจากการใช้งาน ไม่ใช่เริ่มจากพื้นที่

การออกแบบห้องปฏิบัติการที่ดีควรเริ่มจากการพูดคุยกับผู้ใช้งาน เพื่อทาความเข้าใจว่าภายในห้องจะมีกิจกรรมอะไรบ้าง ใช้อุปกรณ์ประเภทใด และมีขั้นตอนการทำงานอย่างไร

เมื่อทราบความต้องการเหล่านี้แล้ว จึงนาข้อมูลมาวางแผน Layout และกาหนดระบบวิศวกรรมที่จำเป็นให้เหมาะสมกับพื้นที่

แนวทางนี้สอดคล้องกับหลัก Engineering-Based Design ที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบโดยอ้างอิงลักษณะงานจริง มากกว่าการเริ่มจากการจัดวางเฟอร์นิเจอร์หรือเลือกอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว

เพราะแม้ห้องปฏิบัติการจะมีขนาดเท่ากัน แต่หากนำไปใช้กับงานต่างประเภทกัน รายละเอียดของห้องก็อาจแตกต่างกันได้มาก

สรุป

ก่อนสร้างห้องปฏิบัติการในโรงงาน สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจว่าห้องนั้นจะถูกนำไปใช้กับงานประเภทใด

ไม่ว่าจะเป็น QC ที่เน้นการตรวจสอบคุณภาพ QA ที่ดูแลระบบประกันคุณภาพ หรือ R&D ที่รองรับการวิจัยและพัฒนา แต่ละงานมีความต้องการแตกต่างกัน และไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบพื้นที่เหมือนกันทั้งหมด

การวางแผนจากลักษณะงานตั้งแต่ต้น จะช่วยให้เลือกพื้นที่ อุปกรณ์ และระบบต่าง ๆ ได้เหมาะสม ลดปัญหาการปรับปรุงภายหลัง และทำให้ห้องปฏิบัติการรองรับการทำงานของโรงงานได้ในระยะยาว

สำหรับองค์กรที่กำลังวางแผนออกแบบหรือปรับปรุงห้องปฏิบัติการ
EASYLAB พร้อมให้คำปรึกษาด้าน Laboratory Layout, Workflow และ Integrated Lab System
เพื่อช่วยวางแนวทางการออกแบบที่สอดคล้องกับมาตรฐานและการใช้งานจริงของแต่ละองค์กร
Line: @skpower | skpower.co.th | Tel: 0-2431-6061-6

115036ออกแบบห้องปฏิบัติการ (Lab) อย่างไรให้ผ่าน Audit ตั้งแต่ครั้งแรก.png

อ่านเพิ่มเติม

2 มิถุนายน 2569

ออกแบบห้องปฏิบัติการ (Lab) อย่างไรให้ผ่าน Audit ตั้งแต่ครั้งแรก?

สำหรับหลายโรงงานการสร้างห้องปฏิบัติการ (Lab) ไม่ได้จบแค่ใช้งานได้แต่ต้อง ผ่านการตรวจประเมิน (Audit)จากหน่วยงานหรือมาตรฐานที่เกี่ยวข้องปัญหาที่พบได้บ่อยคือ ห้อง Lab ใช้งานได้จริงแต่ ไม่ผ่านมาตรฐานซึ่งนำไปสู่การ แก้ไขซ้ำ เสียเวลา และเพิ่มงบประมาณการออกแบบห้องปฏิบัติการให้ผ่าน Auditควรคำนึงถึง 3 เรื่องหลัก ได้แก่1.ออกแบบให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง2.วาง Layout ให้รองรับ Workflow จริง3.ออกแบบระบบให้ครบ (Integrated Engineering System)มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับห้อง Labห้องปฏิบัติการในโรงงานอุตสาหกรรมมักต้องสอดคล้องกับมาตรฐาน เช่น· ISO 17025· GMP· HACCPแต่ละมาตรฐานมีข้อกำหนดด้าน พื้นที่ ระบบ และความปลอดภัย ที่แตกต่างกัน1. ออกแบบให้สอดคล้องกับมาตรฐานข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือออกแบบห้อง Lab ก่อนแล้วค่อย มาเช็คมาตรฐานทีหลังแนวทางที่ถูกต้องคือต้องนำ Requirement ของมาตรฐาน มาใช้ตั้งแต่ต้นเช่น· การแยกพื้นที่สะอาด / ปนเปื้อน· การควบคุมการไหลของตัวอย่าง· การจัดเก็บสารเคมีอย่างปลอดภัย2. วาง Layout ตาม Workflow จริงLayout ที่ดีต้องรองรับ ลำดับการทำงานตัวอย่าง:· รับตัวอย่าง → วิเคราะห์ → บันทึกผล → จัดเก็บหากวาง Layout ไม่สอดคล้องจะเกิด:· การเดินย้อน· ความเสี่ยงในการปนเปื้อน· ความผิดพลาดในการทำงาน 3. ออกแบบระบบให้ครบ (Integrated System)ห้อง Lab ไม่ใช่แค่โต๊ะและอุปกรณ์ แต่คือระบบที่ต้องทำงานร่วมกัน· Laboratory Furniture· ระบบไฟฟ้า น้ำ และแก๊ส· ระบบระบายอากาศและความปลอดภัยมุมมองทางวิศวกรรมการผ่าน Auditไม่ใช่เรื่องของเอกสารเพียงอย่างเดียวแต่คือการออกแบบระบบที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นแนวคิด Engineering-Based Designช่วยให้สามารถวางโครงสร้างห้อง Labให้สอดคล้องทั้งการใช้งาน และมาตรฐานได้พร้อมกัน ห้องปฏิบัติการที่ผ่าน Auditไม่ได้เกิดจากการแก้ไขภายหลังแต่เกิดจาก การออกแบบที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นการวางระบบแบบ Integrated Lab Systemจะช่วยลดความเสี่ยง และเพิ่มความมั่นใจในการตรวจประเมินเนื้อหานี้พัฒนาโดย EASYLABผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมห้องปฏิบัติการ (Laboratory Engineering Specialist)ภายใต้แนวคิด Engineering-Based Design และ Integrated Lab Systemเพื่อให้ห้องปฏิบัติการสามารถใช้งานได้จริงและรองรับมาตรฐานในระดับสากล

093047153055ปก (1).webp

อ่านเพิ่มเติม

24 มีนาคม 2569

มาตรฐาน SEFA 8 สำหรับเฟอร์นิเจอร์ห้องปฏิบัติการคืออะไร และเหตุใดจึงสำคัญต่อการออกแบบ Laboratory Design

การออกแบบห้องปฏิบัติการ (Laboratory Design) ในปัจจุบันไม่ได้พิจารณาเพียงเรื่องความสวยงามหรือการจัดวางพื้นที่ใช้งานเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงมาตรฐานด้านความปลอดภัย ความทนทานต่อสารเคมี และประสิทธิภาพในการทำงานของผู้ใช้งานอีกด้วย หนึ่งในมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลสำหรับ เฟอร์นิเจอร์ห้องปฏิบัติการ (Laboratory Furniture) คือ มาตรฐาน SEFA 8 ซึ่งถูกใช้เป็นแนวทางในการออกแบบและทดสอบเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ในห้องปฏิบัติการทั่วโลกสำหรับองค์กรที่ต้องการพัฒนาห้องปฏิบัติการให้ได้มาตรฐาน เช่น ห้องแล็บในมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล หรืออุตสาหกรรม การเข้าใจมาตรฐาน SEFA 8 ถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการออกแบบระบบ Laboratory Engineering ที่มีประสิทธิภาพSEFA คืออะไรSEFA (Scientific Equipment and Furniture Association) เป็นองค์กรในสหรัฐอเมริกาที่พัฒนามาตรฐานสำหรับอุปกรณ์และเฟอร์นิเจอร์ห้องปฏิบัติการ โดยมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับเฟอร์นิเจอร์แล็บโดยตรงคือ SEFA 8 – Laboratory Furniture Standard**มาตรฐานนี้กำหนดหลักเกณฑ์สำหรับการผลิตและทดสอบ laboratory furniture systems เช่นโต๊ะปฏิบัติการ (Laboratory Bench)- ตู้เก็บสารเคมี- ตู้แขวนและตู้ใต้โต๊ะ- ระบบโครงสร้างเฟอร์นิเจอร์เป้าหมายหลักของ SEFA 8 คือการทำให้เฟอร์นิเจอร์ห้องปฏิบัติการสามารถรองรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีสารเคมี อุณหภูมิ และการใช้งานหนักได้อย่างปลอดภัย การทดสอบสำคัญตามมาตรฐาน SEFA 8หนึ่งในจุดเด่นของมาตรฐาน SEFA 8 คือการกำหนด การทดสอบด้านความทนทานและความปลอดภัย ของเฟอร์นิเจอร์ห้องปฏิบัติการอย่างละเอียด ตัวอย่างการทดสอบที่สำคัญ ได้แก่1. Chemical Resistance Testทดสอบความทนทานต่อสารเคมี เช่น กรด ด่าง และตัวทำละลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในห้องปฏิบัติการ2. Load Bearing Testทดสอบความสามารถในการรับน้ำหนักของโครงสร้างโต๊ะและตู้ เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถรองรับเครื่องมือวิทยาศาสตร์หรืออุปกรณ์หนักได้3. Impact Resistance Testทดสอบความทนทานต่อแรงกระแทก เช่น การตกของอุปกรณ์4. Heat Resistance Testทดสอบความทนทานต่ออุณหภูมิสูง ซึ่งอาจเกิดจากการทดลองหรืออุปกรณ์ให้ความร้อนการทดสอบเหล่านี้ช่วยให้มั่นใจว่าเฟอร์นิเจอร์ห้องปฏิบัติการมีความแข็งแรงและปลอดภัยในการใช้งานระยะยาวความสัมพันธ์ระหว่าง SEFA 8 กับการออกแบบห้องปฏิบัติการมาตรฐาน SEFA 8 ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับตัวเฟอร์นิเจอร์เท่านั้น แต่ยังมีผลต่อการวางแผน การออกแบบห้องปฏิบัติการ (Laboratory Design) โดยรวม เช่น- การจัดวางโต๊ะปฏิบัติการให้เหมาะสมกับ Workflow- การเลือกวัสดุพื้นผิวที่ทนสารเคมี- การออกแบบพื้นที่ทำงานให้รองรับอุปกรณ์ทดลองนอกจากนี้ เฟอร์นิเจอร์ห้องปฏิบัติการยังต้องทำงานร่วมกับระบบสำคัญอื่น ๆ เช่น- Fume Hood สำหรับดูดไอสารเคมี- ระบบระบายอากาศในห้องปฏิบัติการ- ระบบท่อก๊าซและระบบสาธารณูปโภคดังนั้น การออกแบบห้องปฏิบัติการที่ดีจึงต้องพิจารณาทั้ง laboratory furniture, fume hood engineering และระบบวิศวกรรมห้องปฏิบัติการ ให้ทำงานร่วมกันอย่างเหมาะสมบทบาทของ Laboratory Engineering ในการพัฒนาห้องปฏิบัติการในโครงการพัฒนาห้องปฏิบัติการสมัยใหม่ การออกแบบมักดำเนินการในรูปแบบ Turnkey Laboratory Project ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่- การวางแผน laboratory design- การเลือก laboratory furniture systems- การออกแบบ fume hood- การวางระบบระบายอากาศในห้องปฏิบัติการ- การติดตั้งและทดสอบระบบในประเทศไทย บริษัทที่ให้บริการด้าน Laboratory Engineering เช่น S.K. Powerable Co., Ltd. มีบทบาทในการให้คำปรึกษา ออกแบบ และติดตั้งระบบห้องปฏิบัติการให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงแนวทางการเลือกเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับประเภทของงานวิจัยหรือการทดสอบการทำงานของผู้เชี่ยวชาญด้าน laboratory engineering ช่วยให้โครงการห้องปฏิบัติการมีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับการใช้งานในระยะยาวได้มาตรฐาน SEFA 8 เป็นหนึ่งในมาตรฐานสำคัญที่ใช้กำหนดคุณภาพและความปลอดภัยของ เฟอร์นิเจอร์ห้องปฏิบัติการ (Laboratory Furniture) โดยครอบคลุมการทดสอบด้านความทนทานต่อสารเคมี ความแข็งแรงของโครงสร้าง และความปลอดภัยในการใช้งานสำหรับองค์กรที่ต้องการพัฒนาห้องปฏิบัติการให้มีมาตรฐานระดับสากล การเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่สอดคล้องกับ SEFA 8 ควรดำเนินการควบคู่กับการวางแผน การออกแบบห้องปฏิบัติการ (Laboratory Design) รวมถึงระบบสำคัญ เช่น fume hood และ ระบบระบายอากาศในห้องปฏิบัติการเนื้อหานี้พัฒนาโดย EASYLABผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมห้องปฏิบัติการ (Laboratory Engineering Specialist)ภายใต้แนวคิด Engineering-Based Design และ Integrated Lab Systemเพื่อให้ห้องปฏิบัติการสามารถใช้งานได้จริงและรองรับมาตรฐานในระดับสากล