News & Articles

15 ตุลาคม 2569

ระบบแก๊สในห้องปฏิบัติการ (Lab Gas System) ต้องคำนึงอะไรบ้าง?

ระบบแก๊สในห้องปฏิบัติการ (Lab Gas System) ต้องคำนึงอะไรบ้าง? ห้องปฏิบัติการหลายประเภทจำเป็นต้องใช้แก๊สในกระบวนการวิเคราะห์ ทดสอบ หรือวิจัย ซึ่งระบบแก๊สถือเป็นหนึ่งในระบบวิศวกรรมที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับทั้งความปลอดภัยของผู้ใช้งานและความแม่นยำในการควบคุมสภาวะการทำงานของอุปกรณ์การออกแบบระบบแก๊สในห้องปฏิบัติการจึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การส่งจ่ายแก๊สไปยังจุดใช้งานเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงการควบคุมแรงดัน การจัดวางแนวท่อ และการเตรียมระบบความปลอดภัยให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานจริงเพราะระบบแก๊สที่ดี ไม่ใช่เพียงระบบที่สามารถใช้งานได้ แต่ต้องสามารถควบคุมได้อย่างเหมาะสม และรองรับการจัดการเมื่อเกิดเหตุผิดปกติความปลอดภัย จุดเริ่มต้นของการออกแบบระบบแก๊สเมื่อระบบแก๊สมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงภายในห้องปฏิบัติการ การวางแผนด้านความปลอดภัยจึงควรเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ใช่สิ่งที่พิจารณาเพิ่มเติมหลังจากติดตั้งระบบเสร็จแล้วองค์ประกอบสำคัญอย่างระบบตรวจจับการรั่วไหลของแก๊ส (Gas Leak Detection) และระบบตัดการจ่ายแก๊สฉุกเฉิน (Emergency Shut-off) จึงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับประเภทแก๊สและความเสี่ยงของพื้นที่ ระบบเหล่านี้มีบทบาทในการช่วยตรวจพบความผิดปกติและรองรับการดำเนินการเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อผู้ใช้งานและสภาพแวดล้อมภายในห้องปฏิบัติการการควบคุมแรงดัน ส่งผลต่อการทำงานของอุปกรณ์อย่างไร?นอกจากความปลอดภัยแล้ว การควบคุมแรงดันแก๊สยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอุปกรณ์ภายในห้องปฏิบัติการแต่ละชนิดอาจต้องการแรงดันแก๊สที่แตกต่างกัน ระบบจ่ายแก๊สจึงต้องได้รับการออกแบบให้สามารถควบคุมแรงดันได้เหมาะสมกับข้อกำหนดของอุปกรณ์ที่นำมาใช้งานสิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการจ่ายแก๊สให้ถึงตำแหน่งที่ต้องการ แต่ต้องคำนึงถึงความเสถียรของแรงดันระหว่างการใช้งานด้วยดังนั้น การออกแบบระบบควบคุมแรงดัน (Pressure Regulation) จึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ระบบแก๊สสามารถรองรับการทำงานของอุปกรณ์ได้อย่างเหมาะสมและต่อเนื่องการจัดวางระบบแก๊ส สำคัญกว่าที่คิดการจัดวางแนวท่อแก๊สภายในห้องปฏิบัติการไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการเลือกเส้นทางเดินท่อให้เชื่อมต่อถึงอุปกรณ์เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสะดวกในการใช้งาน การเข้าถึงระบบ และการบำรุงรักษาในอนาคตการออกแบบ Pipe Routing ที่เหมาะสมควรคำนึงถึงการลดความซับซ้อนของแนวท่อ รวมถึงการจัดตำแหน่งองค์ประกอบต่าง ๆ ให้สามารถเข้าถึงเพื่อตรวจสอบหรือบำรุงรักษาได้สะดวกหากการจัดวางระบบไม่ได้รับการวางแผนอย่างรอบคอบตั้งแต่ต้น อาจทำให้เกิดข้อจำกัดในการเข้าถึงอุปกรณ์ หรือสร้างความยุ่งยากเมื่อต้องปรับปรุงและดูแลระบบภายหลังการจัดวางระบบที่ดีจึงควรพิจารณาทั้งความเหมาะสมของพื้นที่และการใช้งานในระยะยาวควบคู่กันทำไมระบบแก๊สต้องออกแบบร่วมกับระบบอื่นภายในห้อง Lab?หนึ่งในประเด็นที่ควรให้ความสำคัญในการดำเนินโครงการห้องปฏิบัติการ คือการประสานงานระหว่างระบบวิศวกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบเพราะปัญหาที่พบในหน้างานบางครั้งไม่ได้เกิดจากอุปกรณ์หรือระบบแก๊สโดยตรง แต่เกิดจากการติดตั้งที่ไม่ได้วางแผนร่วมกับองค์ประกอบอื่นตั้งแต่ต้นตัวอย่างเช่น การกำหนดตำแหน่งจุดจ่ายแก๊สโดยไม่พิจารณาตำแหน่งโต๊ะปฏิบัติการหรือเครื่องมือที่ต้องใช้งานร่วมกัน อาจทำให้ต้องปรับเปลี่ยนแนวท่อหรือแก้ไขตำแหน่งติดตั้งภายหลัง การออกแบบระบบแก๊สจึงควรพิจารณาร่วมกับ Layout ของห้องปฏิบัติการ ตำแหน่งอุปกรณ์ และระบบวิศวกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทุกองค์ประกอบสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเหมาะสมมุมมองทางวิศวกรรม: ระบบแก๊สไม่ควรถูกออกแบบแยกส่วนในมุมมองของงานวิศวกรรม ระบบแก๊สในห้องปฏิบัติการควรถูกพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของ Integrated Lab System มากกว่าการมองเป็นเพียงระบบจ่ายแก๊สที่ติดตั้งเพิ่มเติมภายในพื้นที่ตั้งแต่การกำหนดแนวท่อ การควบคุมแรงดัน ไปจนถึงการพิจารณาข้อกำหนดและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ทุกองค์ประกอบควรถูกวางแผนให้สัมพันธ์กับการใช้งานจริงของห้องปฏิบัติการแนวคิดนี้ช่วยให้การออกแบบไม่ได้มุ่งเน้นเพียงความสามารถในการติดตั้งระบบให้แล้วเสร็จ แต่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความสะดวกในการใช้งาน และการบำรุงรักษาตลอดอายุการใช้งานของระบบสรุปการออกแบบระบบแก๊สในห้องปฏิบัติการ (Lab Gas System) เป็นงานที่ต้องอาศัยการวางแผนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านความปลอดภัย การควบคุมแรงดัน และการจัดวางระบบให้เหมาะสมกับพื้นที่โดยเฉพาะการออกแบบให้ระบบแก๊สสามารถทำงานร่วมกับองค์ประกอบอื่นภายในห้องปฏิบัติการได้อย่างสอดคล้องกัน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของแนวคิด Integrated Lab Systemเพราะท้ายที่สุดแล้ว ระบบแก๊สที่ดีไม่ได้วัดจากการจ่ายแก๊สไปยังจุดใช้งานได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นระบบที่สามารถควบคุมได้ มีความปลอดภัย และรองรับการใช้งานจริงในระยะยาวสำหรับองค์กรที่กำลังวางแผนออกแบบหรือปรับปรุงห้องปฏิบัติการEASYLAB พร้อมให้คำปรึกษาด้าน Laboratory Layout, Workflow และ Integrated Lab System เพื่อช่วยวางแนวทางการออกแบบที่สอดคล้องกับมาตรฐานและการใช้งานจริงของแต่ละองค์กรLine: @skpower | skpower.co.th | Tel: 0-2431-6061-6

อ่านเพิ่ม...
132919แบนเนอร์ ใหม่.jpg

อ่านเพิ่มเติม

3 กรกฎาคม 2569

Layout ห้องปฏิบัติการที่ดี ต้องออกแบบให้ใช้งานจริงและ รองรับ Audit ตั้งแต่ต้น

Layout ห้องปฏิบัติการที่ดี ต้องออกแบบให้ใช้งานจริง และรองรับ Audit ตั้งแต่ต้นรองรับ Audit ตั้งแต่ต้น มากกว่าการจัดวางโต๊ะและอุปกรณ์ คือการออกแบบระบบห้อง Lab ให้สัมพันธ์กับ Workflow, Safety และมาตรฐานที่ต้องตรวจประเมินได้จริงสำหรับหลายองค์กร ปัญหาของห้องปฏิบัติการไม่ได้เริ่มต้นในวันที่ถูก Audit แต่เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ หาก Layout ไม่สอดคล้องกับลำดับการทำงานจริง ต่อให้เลือกอุปกรณ์ครบและติดตั้งระบบครบถ้วน ห้อง Lab ก็อาจเกิดปัญหาในการใช้งานซํ้าๆ ทั้งการเดินงานย้อนขั้นตอน พื้นที่ทับซ้อน ความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน และข้อสังเกตจากการตรวจประเมินภายหลังในมุมของ EASYLAB ห้องปฏิบัติการที่ดีจึงไม่ใช่เพียงห้องที่ดูเรียบร้อยหรือจัดวางสวย แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่ผ่านการคิดเชิงวิศวกรรมตั้งแต่ต้น เพื่อให้การทำงานจริงเป็นระบบ ปลอดภัย ตรวจสอบได้และรองรับมาตรฐานในระยะยาว Layout ที่ดีควรเริ่มจากอะไรก่อนเริ่มวางโต๊ะ เลือกเฟอร์นิเจอร์ หรือกำหนดตำแหน่งอุปกรณ์ คำถามแรกที่ควรถามไม่ใช่ จะวางอะไรตรงไหน แต่คือห้องนี้ใช้สำหรับปฏิบัติการอะไร เพราะ Layout ที่ถูกต้องต้องเริ่มจากความสำคัญของ Workflow การจัดการ Workflow ที่ถูกต้องจะทำให้การวาง Layout ออกมาได้อย่างเหมาะสมเมื่อเข้าใจลำดับงานจริงแล้ว การออกแบบจึงควรวางให้เกิด การเคลื่อนที่ของงานที่ราบรื่น ต่อเนื่อง ไม่ย้อนกลับ ไม่ตัดกัน และไม่รบกวนกันระหว่างกระบวนการ หลักคิดนี้ช่วยลด Human Error ลดความเสี่ยงการปนเปื้อน และทำให้ห้อง Lab พร้อมต่อการตรวจประเมินมากขึ้น4 หลักสำคัญของ Layout ที่ใช้งานได้จริง การออกแบบ Layout ห้องปฏิบัติการควรพิจารณาองค์ประกอบสำคัญ 4 ด้านร่วมกัน เพราะหากขาดด้านใดด้านหนึ่ง ห้องอาจยังใช้งานได้ในช่วงแรก แต่จะเริ่มเห็นปัญหาเมื่อมีการใช้งานจริงต่อเนื่องหรือเมื่อต้องเข้าสู่กระบวนการ Audit1. Workflow-Based Design — ออกแบบจากลำดับงานจริงLayout ต้องสะท้อนลำดับการทำงานตั้งแต่ Sample Receiving, Preparation, Analysis ไปจนถึง Reporting หรือ Storage เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำงานต่อเนื่อง ลดการเดินซํ้า ลดความสับสน และลดเวลาที่สูญเสียในแต่ละวัน มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง: SEFA8 ในด้าน working distance และ ergonomic requirements สำหรับพื้นที่ทำงานในห้องปฏิบัติการ2. Zoning — แบ่งพื้นที่ให้ชัดเจนตามประเภทงานห้อง Lab ที่ดีต้องแบ่งพื้นที่ให้แต่ละกิจกรรมไม่รบกวนกัน เช่น พื้นที่รับตัวอย่าง พื้นที่เตรียมตัวอย่าง พื้นที่วิเคราะห์ พื้นที่จัดเก็บ และพื้นที่ควบคุมความปลอดภัย โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี ตัวอย่างตรวจวิเคราะห์ หรือความเสี่ยงด้านการปนเปื้อน มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง: ISO 9001 และหลักการควบคุมกระบวนการทำงานที่ตรวจสอบย้อนกลับได้3. Working Distance — ระยะใช้งานต้องรองรับคน อุปกรณ์ และการบำรุงรักษาพื้นที่ที่ดีไม่ใช่แค่วางอุปกรณ์ได้ครบ แต่ต้องมีระยะที่ใช้งานได้จริง ทั้งระยะระหว่างโต๊ะ ทางเดิน พื้นที่เปิดตู้ พื้นที่วางเครื่องมือ พื้นที่เคลื่อนย้ายอุปกรณ์ และระยะเข้าถึงระบบเพื่อซ่อมบำรุงมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง: SEFA8 ในด้าน clearance, aisle width และ practical working space4. Safety First — ความปลอดภัยต้องถูกออกแบบตั้งแต่แรก ทางหนีไฟ การระบายอากาศ จุดล้างตาฉุกเฉิน ฝักบัวนิรภัย ตำแหน่ง fume hood และการเข้าถึงอุปกรณ์ฉุกเฉิน เพราะความปลอดภัยเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ไม่ใช่อุปกรณ์เสริม มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง: ASHRAE 110 และ EN 14175 สำหรับระบบระบายอากาศและ fume hood performanceLayout แบบไหนเหมาะกับห้องของคุณไม่มี Layout รูปแบบเดียวที่เหมาะกับทุกห้อง การเลือกแบบที่ถูกต้องควรขึ้นอยู่กับประเภทงาน จำนวนผู้ใช้งาน เครื่องมือ กระบวนการตรวจวิเคราะห์ และข้อกำหนดด้านความปลอดภัย รูปแบบ Layout ลักษณะสำคัญ เหมาะกับงานประเภทใด Linear Layout วางตามแนวเส้นตรงควบคุม flow ได้ง่าย และเห็นลำดับงานชัด QC Lab, ห้องทดสอบที่มีขั้นตอนต่อเนื่อง U-Shape Layout ลดระยะการเคลื่อนไหวเหมาะกับพื้นที่จำกัดหรือผู้ใช้งานจำนวนน้อย พื้นที่เตรียมตัวอย่าง หรือ zone เฉพาะงาน Island Layout มีโต๊ะกลางร่วมกับพื้นที่ริมผนัง เพิ่มพื้นที่ทำงานและรองรับทีมหลายคน R&D Lab, University Lab, ห้องที่ต้องใช้เครื่องมือร่วมกัน ปัญหาที่มักเกิดจาก Layout ที่ออกแบบไม่เหมาะสมจากประสบการณ์ของ EASYLAB ในการออกแบบและปรับปรุงห้องปฏิบัติการ ปัญหาที่พบซํ้ามัก ไม่ได้เกิดจากอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการวางระบบพื้นที่ตั้งแต่ต้นที่ไม่สัมพันธ์กับการทำงานจริง  • เจ้าหน้าที่ต้องเดินย้อนขั้นตอน ทำให้เสียเวลาและเพิ่มโอกาสผิดพลาด  • พื้นที่ใช้งานทับซ้อนกันระหว่าง sample, chemical, equipment และ storage  • เกิดความเสี่ยงต่อ cross contamination จาก flow ที่ตัดกัน  • ระยะใช้งานจริงไม่เพียงพอเมื่อต้องทำงานพร้อมกันหลายคน  • ระบบ ventilation, utility และ safety ถูกออกแบบแยกจาก layout ทำให้แก้ไข ภายหลังยาก  • เกิดข้อสังเกตในการ Audit เพราะพื้นที่ทำงานไม่สอดคล้องกับมาตรฐานหรือ กระบวนการควบคุมทำไม Layout ต้องออกแบบแบบ Integratedในการออกแบบห้องปฏิบัติการจริง Layout ไม่สามารถแยกออกจากระบบอื่นได้ เพราะตำแหน่งโต๊ะ ตำแหน่งเครื่องมือ จุดจ่ายไฟ นํ้า แก๊ส ระบบระบายอากาศ และอุปกรณ์ความปลอดภัยล้วนส่งผลต่อกัน หากออกแบบแยกส่วนแล้วค่อยนำมาประกอบกันภายหลัง ห้อง Lab อาจดูสมบูรณ์บนแบบ แต่ติดขัดเมื่อใช้งานจริง องค์ประกอบที่ควรถูกคิดร่วมกันตั้งแต่ Design Phase ได้แก่:  • Laboratory Furniture และวัสดุที่เหมาะกับประเภทงาน  • Utility Systems เช่น ไฟฟ้า นํ้า แก๊ส และ drainage  • Ventilation System, fume hood และทิศทางการระบายอากาศ  • Safety & Emergency System เช่น emergency shower, eyewash และทางหนีไฟ  • Audit readiness เช่น zoning, documentation flow และการควบคุมพื้นที่ นี่คือเหตุผลที่แนวคิด Engineering-Based Design และ Integrated Lab System มีความสำคัญเพราะห้อง Lab ที่ดีต้องถูกออกแบบให้ทุกระบบทำงานร่วมกันได้ตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่แก้ไขเมื่อพบปัญหาหลังส่งมอบมุมมองของ EASYLAB สำหรับ EASYLAB การออกแบบ Layout ไม่ใช่การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ให้ครบพื้นที่ แต่คือการ ออกแบบระบบการทำงานของห้องปฏิบัติการให้ปลอดภัย ใช้งานได้จริง และพร้อมต่อการตรวจ ประเมินในระยะยาวด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปีและมากกว่า 1,000 โครงการ EASYLAB ให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจ Workflow ของลูกค้าก่อนเริ่มออกแบบทุกครั้ง เพื่อให้ Layout ที่ได้ไม่เพียงตอบโจทย์การใช้งานในวันนี้ แต่ยังรองรับมาตรฐาน ความปลอดภัย และการเติบโตขององค์กรในอนาคตสรุป Layout ห้องปฏิบัติการที่ดีไม่ควรเริ่มจากความสวยงามหรือการเลือกอุปกรณ์ แต่ควรเริ่มจากความเข้าใจต่อ Workflow มาตรฐาน ความปลอดภัย และระบบวิศวกรรมที่ต้องทำงานร่วมกันทั้งหมด เมื่อออกแบบอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น ห้อง Lab จะไม่เพียงใช้งานได้จริง แต่ยังช่วยลดความเสี่ยง ลดต้นทุนการแก้ไขภายหลัง และเพิ่มความพร้อมต่อการ Audit ในระยะยาวสำหรับองค์กรที่กำลังวางแผนออกแบบหรือปรับปรุงห้องปฏิบัติการEASYLAB พร้อมให้คำปรึกษาด้าน Laboratory Layout, Workflow และ Integrated Lab System เพื่อช่วยวางแนวทางการออกแบบที่สอดคล้องกับมาตรฐานและการใช้งานจริงของแต่ละองค์กรLine: @skpower | skpower.co.th | Tel: 0-2431-6061-6

112334แบนเนอร์3.jpg

อ่านเพิ่มเติม

15 มิถุนายน 2569

โต๊ะปฏิบัติการ (Lab Bench) ควรเลือกวัสดุอะไร ?

โต๊ะปฏิบัติการ (Lab Bench) ควรเลือกวัสดุอะไร?  ไม่มีวัสดุที่ดีที่สุด มีแต่วัสดุที่เหมาะกับงานมากที่สุด ในการออกแบบห้องปฏิบัติการ หนึ่งในคำถามที่พบอยู่เสมอ คือ ควรเลือกโต๊ะปฏิบัติการแบบไหน?หลายองค์กรเริ่มต้นจากการเปรียบเทียบราคาหรือเลือกจากลักษณะภายนอกของวัสดุ แต่ในความเป็นจริง ปัญหาที่เกิดขึ้นภายหลัง มักไม่ได้เกิดจากคุณภาพของวัสดุ แต่เกิดจากการเลือกวัสดุ ไม่สอดคล้องกับลักษณะการใช้งาน วัสดุที่เหมาะกับห้องปฏิบัติการเคมี อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับห้องปฏิบัติการอาหาร และวัสดุที่เหมาะกับพื้นที่สะอาด อาจไม่จำเป็นสำหรับห้องปฏิบัติการทั่วไป ดังนั้นก่อนเลือกวัสดุ สิ่งสำคัญที่สุด ไม่ใช่การถามว่าวัสดุชนิดใดดีที่สุด แต่คือการถามว่า ห้องปฏิบัติการนี้ใช้งานอย่างไรก่อนเลือกวัสดุควรถามคำถามเหล่านี้ • มีการใช้สารเคมีประเภทใด • ความถี่ในการใช้งานมากน้อยเพียงใด • ต้องรองรับมาตรฐานใดบ้าง • มีความเสี่ยงด้านการปนเปื้อนหรือไม่ • อายุการใช้งานที่คาดหวังคือกี่ปี คำตอบของคำถามเหล่านี้ จะเป็นตัวกำหนดว่าวัสดุชนิดใดเหมาะสมที่สุดEpoxy Resin   เมื่อต้องเผชิญกับสารเคมีอย่างจริงจัง Epoxy Resin เป็นวัสดุที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ในห้องปฏิบัติการที่มีการใช้สารเคมีเข้มข้น จุดเด่นคือความสามารถในการทนกรด ด่าง และสารเคมีหลากหลายประเภทEpoxy Resin จึงถูกเลือกใช้ใน • ห้องปฏิบัติการเคมี • ห้องวิเคราะห์ • งานวิจัยที่ใช้สารเคมีเข้มข้นแม้จะมีต้นทุนสูงกว่า แต่มักช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะยาว จากการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนวัสดุก่อนเวลาอันควรPhenolic Resin  ทางเลือกที่สมดุลสำหรับการใช้งานทั่วไป Phenolic Resin เป็นวัสดุที่ได้รับความนิยมอย่างมากเนื่องจากมีความสมดุล ทั้งด้านราคาและประสิทธิภาพการใช้งานPhenolic Resin จึงถูกเลือกใช้ใน • ห้องปฏิบัติการ QC • ห้องปฏิบัติการการเรียนการสอน • งานวิเคราะห์ทั่วไปเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์องค์กรจำนวนมาก ที่ต้องการประสิทธิภาพในงบประมาณที่เหมาะสมStainless Steel  เมื่อความสะอาดคือหัวใจสำคัญ ในบางอุตสาหกรรมความทนสารเคมี อาจไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุด แต่เป็นเรื่องของสุขอนามัย และการควบคุมการปนเปื้อนStainless Steel จึงถูกเลือกใช้ใน • อุตสาหกรรมอาหาร • อุตสาหกรรมยา • พื้นที่ Cleanroom • พื้นที่ควบคุมการปนเปื้อน เพราะสามารถทำความสะอาดได้ง่าย และรองรับข้อกำหนดด้านสุขอนามัยได้เป็นอย่างดีหากเลือกวัสดุผิด ส่งผลอย่างไร การเลือกวัสดุที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิด • ความเสียหายของพื้นผิวก่อนเวลา • ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย • ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมที่เพิ่มขึ้น • การเปลี่ยนวัสดุใหม่เร็วกว่าที่ควร ซึ่งในหลายกรณี มีมูลค่าสูงกว่าความแตกต่างของราคาวัสดุ ตั้งแต่เริ่มต้นหลายเท่า ในมุมมองทางวิศวกรรม   ไม่มีวัสดุชนิดใด ที่เหมาะกับห้องปฏิบัติการทุกประเภท ดังนั้นการตัดสินใจที่ถูกต้อง จึงไม่ใช่การเลือกวัสดุที่ดีที่สุด แต่คือการเลือกวัสดุที่เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานมากที่สุดเพราะห้องปฏิบัติการที่ดี ไม่ได้เริ่มต้นจากการเลือกวัสดุราคาแพงที่สุด แต่เริ่มต้นจากการเข้าใจ ว่าพื้นที่นั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร  EASYLAB Design with responsibility. Build with standards.

115036ออกแบบห้องปฏิบัติการ (Lab) อย่างไรให้ผ่าน Audit ตั้งแต่ครั้งแรก.png

อ่านเพิ่มเติม

2 มิถุนายน 2569

ออกแบบห้องปฏิบัติการ (Lab) อย่างไรให้ผ่าน Audit ตั้งแต่ครั้งแรก?

สำหรับหลายโรงงานการสร้างห้องปฏิบัติการ (Lab) ไม่ได้จบแค่ใช้งานได้แต่ต้อง ผ่านการตรวจประเมิน (Audit)จากหน่วยงานหรือมาตรฐานที่เกี่ยวข้องปัญหาที่พบได้บ่อยคือ ห้อง Lab ใช้งานได้จริงแต่ ไม่ผ่านมาตรฐานซึ่งนำไปสู่การ แก้ไขซ้ำ เสียเวลา และเพิ่มงบประมาณการออกแบบห้องปฏิบัติการให้ผ่าน Auditควรคำนึงถึง 3 เรื่องหลัก ได้แก่1.ออกแบบให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง2.วาง Layout ให้รองรับ Workflow จริง3.ออกแบบระบบให้ครบ (Integrated Engineering System)มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับห้อง Labห้องปฏิบัติการในโรงงานอุตสาหกรรมมักต้องสอดคล้องกับมาตรฐาน เช่น· ISO 17025· GMP· HACCPแต่ละมาตรฐานมีข้อกำหนดด้าน พื้นที่ ระบบ และความปลอดภัย ที่แตกต่างกัน1. ออกแบบให้สอดคล้องกับมาตรฐานข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือออกแบบห้อง Lab ก่อนแล้วค่อย มาเช็คมาตรฐานทีหลังแนวทางที่ถูกต้องคือต้องนำ Requirement ของมาตรฐาน มาใช้ตั้งแต่ต้นเช่น· การแยกพื้นที่สะอาด / ปนเปื้อน· การควบคุมการไหลของตัวอย่าง· การจัดเก็บสารเคมีอย่างปลอดภัย2. วาง Layout ตาม Workflow จริงLayout ที่ดีต้องรองรับ ลำดับการทำงานตัวอย่าง:· รับตัวอย่าง → วิเคราะห์ → บันทึกผล → จัดเก็บหากวาง Layout ไม่สอดคล้องจะเกิด:· การเดินย้อน· ความเสี่ยงในการปนเปื้อน· ความผิดพลาดในการทำงาน 3. ออกแบบระบบให้ครบ (Integrated System)ห้อง Lab ไม่ใช่แค่โต๊ะและอุปกรณ์ แต่คือระบบที่ต้องทำงานร่วมกัน· Laboratory Furniture· ระบบไฟฟ้า น้ำ และแก๊ส· ระบบระบายอากาศและความปลอดภัยมุมมองทางวิศวกรรมการผ่าน Auditไม่ใช่เรื่องของเอกสารเพียงอย่างเดียวแต่คือการออกแบบระบบที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นแนวคิด Engineering-Based Designช่วยให้สามารถวางโครงสร้างห้อง Labให้สอดคล้องทั้งการใช้งาน และมาตรฐานได้พร้อมกัน ห้องปฏิบัติการที่ผ่าน Auditไม่ได้เกิดจากการแก้ไขภายหลังแต่เกิดจาก การออกแบบที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นการวางระบบแบบ Integrated Lab Systemจะช่วยลดความเสี่ยง และเพิ่มความมั่นใจในการตรวจประเมินเนื้อหานี้พัฒนาโดย EASYLABผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมห้องปฏิบัติการ (Laboratory Engineering Specialist)ภายใต้แนวคิด Engineering-Based Design และ Integrated Lab Systemเพื่อให้ห้องปฏิบัติการสามารถใช้งานได้จริงและรองรับมาตรฐานในระดับสากล

152437ChatGPT Image 15 พ.ค. 2569 15_23_52.webp

อ่านเพิ่มเติม

15 พฤษภาคม 2569

ตู้ดูดควันในแล็บ ดูดควันไม่ออก — เกิดจากอะไร และอันตรายแค่ไหน?

ถ้าคุณเคยรู้สึกว่ามีกลิ่นสารเคมีรั่วออกมาจากตู้ดูดควันขณะทำงาน นั่นไม่ใช่เรื่องปกติตู้ดูดควัน (Fume Hood) คืออุปกรณ์ด้านแรกที่ปกป้องคุณจากไอสารเคมีในทุกการทดลอง แต่จากประสบการณ์กว่า 30 ปีในวงการวิศวกรรมห้องปฏิบัติการ พบว่าแล็บส่วนใหญ่ในไทยใช้ตู้ดูดควันที่ทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน โดยไม่รู้ตัวสัญญาณที่บอกว่าตู้ดูดควันของคุณมีปัญหาก่อนจะพูดถึงสาเหตุ ลองเช็กตัวเองก่อนครับว่าเคยเจอสิ่งเหล่านี้ไหม- ได้กลิ่นสารเคมีขณะทำงานอยู่หน้าตู้- เปลวไฟหรือควันเคลื่อนที่ออกด้านหน้าแทนที่จะถูกดูดเข้าไป- กระดาษทิชชูที่วางขอบตู้ไม่ถูกดูดเข้าหาตู้- ระบบส่งเสียงดังผิดปกติหรือทำงานไม่สม่ำเสมอถ้าเจอสิ่งเหล่านี้แม้แค่ข้อเดียว แสดงว่าระบบ containment ของตู้กำลังล้มเหลว และคุณกำลังสูดดมไอสารเคมีเข้าร่างกายโดยไม่รู้ตัวFace Velocity คืออะไร และทำไมถึงสำคัญที่สุดตัวเลขที่วัดประสิทธิภาพของตู้ดูดควันเรียกว่า Face Velocity ความเร็วของกระแสอากาศที่ดูดเข้าตู้ผ่านช่องเปิดด้านหน้ามาตรฐาน ASHRAE 110 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสำหรับการทดสอบ fume hood กำหนดค่า face velocity ที่ปลอดภัยไว้ที่ 0.3–0.5 เมตรต่อวินาที (60–100 fpm)ต่ำกว่านี้ = ดูดไม่พอ ไอสารเคมีรั่วออกมาสูงกว่านี้มากเกินไป = เกิด turbulence อากาศวนกลับออกมาแทนปัญหาคือแล็บส่วนใหญ่ไม่เคยวัดค่านี้เลยตั้งแต่ติดตั้ง5 สาเหตุหลักที่ทำให้ตู้ดูดควันทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน1. ออกแบบระบบ ventilation ผิดตั้งแต่แรกท่อระบายอากาศขนาดผิด หรือ fan ที่เลือกมาไม่รองรับ static pressure ที่แท้จริงของระบบ เป็นปัญหาที่แก้ยากที่สุดเพราะต้องแก้ที่การออกแบบ ไม่ใช่แค่ปรับ setting2. มีคนเปิดประตู-หน้าต่างใกล้ตู้กระแสลมจากภายนอกรบกวน airflow หน้าตู้โดยตรง แม้แค่คนเดินผ่านเร็วๆ ก็ทำให้เกิด turbulence ได้ชั่วคราว3. ตำแหน่งติดตั้งผิดตู้ดูดควันที่อยู่ใกล้ประตู ช่องแอร์ หรืออยู่ในทางสัญจรของคน จะเกิดปัญหา cross-draft ซึ่งรบกวน containment อย่างรุนแรง4. ไม่ได้รับการ maintainฝุ่นและสารตกค้างในท่อสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ airflow ลดลงทีละน้อยจนผู้ใช้งานไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง5. เปิด sash สูงเกินไปยิ่ง sash เปิดสูง พื้นที่หน้าตู้กว้างขึ้น face velocity ลดลงโดยอัตโนมัติ ตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุดคือเปิด sash ไม่เกิน 45 ซม. หรือตามที่ตู้กำหนดอันตรายที่เกิดขึ้นจริงเมื่อตู้ทำงานผิดมาตรฐานไม่ใช่แค่เรื่องกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ครับ แต่มีผลกระทบที่จับต้องได้สารเคมีหลายชนิดที่ใช้ในแล็บทั่วไปเช่น formaldehyde, benzene, หรือ acid vapor มีค่า TLV (Threshold Limit Value) ต่ำมาก การสูดดมสะสมแม้ในปริมาณน้อยทุกวันส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ ตับ และระบบประสาทในระยะยาว โดยที่ผู้ใช้งานไม่รู้สึกถึงอันตรายในทันทีวิธีเช็กเบื้องต้นที่ทำได้เองก่อนเรียกวิศวกรมาตรวจ ลองทำ smoke test อย่างง่ายครับใช้ smoke pencil หรือ smoke tube วางที่ระยะ 15 ซม. หน้า sash แล้วดูว่าควันถูกดูดเข้าตู้อย่างสม่ำเสมอหรือไม่ ถ้าควันวนกลับออกมาหรือเคลื่อนที่ผิดทิศ แสดงว่ามีปัญหา containment ชัดเจนวิธีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบตามมาตรฐาน EN14175 ที่ทำได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพงตู้ดูดควันที่ได้มาตรฐานจริงๆ ต้องผ่านอะไรบ้างตู้ดูดควันที่ปลอดภัยสำหรับงาน laboratory จริงๆ ต้องได้รับการออกแบบและทดสอบตามมาตรฐานเหล่านี้- ASHRAE 110 — ทดสอบ containment performance ด้วย tracer gas จริง- EN14175 — มาตรฐานยุโรปสำหรับ fume cupboard ทั้งด้าน safety และ performance- CE Marking — รับรองว่าผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของสหภาพยุโรปถ้าตู้ที่ใช้อยู่ไม่มีเอกสารรับรองเหล่านี้ ควรตรวจสอบกับผู้จัดจำหน่ายให้ชัดเจนสรุปสิ่งที่ควรทำทันทีถ้าสงสัยว่าตู้ดูดควันในแล็บของคุณทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน อย่ารอให้มีอาการก่อนครับทำ smoke test เบื้องต้นเอง และถ้าพบสิ่งผิดปกติให้แจ้ง lab manager หรือวิศวกรผู้รับผิดชอบทันที การวัด face velocity และทดสอบระบบ ventilation ตามมาตรฐาน ASHRAE 110 ควรทำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ไม่ใช่แค่ตอนติดตั้งครั้งแรกห้องปฏิบัติการที่ปลอดภัยไม่ได้เริ่มจากอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล แต่เริ่มจากระบบที่ออกแบบและดูแลรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่แรกเนื้อหานี้พัฒนาโดย EASYLABผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมห้องปฏิบัติการ (Laboratory Engineering Specialist)ภายใต้แนวคิด Engineering-Based Design และ Integrated Lab Systemเพื่อให้ห้องปฏิบัติการสามารถใช้งานได้จริงและรองรับมาตรฐานในระดับสากล

101621Untitled design.png

อ่านเพิ่มเติม

4 พฤษภาคม 2569

ห้อง Lab QC, QA และ R&D ต่างกันอย่างไรในโรงงานอุตสาหกรรม?

หลายองค์กรมีห้องปฏิบัติการ (Lab) แต่ยังไม่ชัดเจนว่า ควรใช้แบบไหนบางโรงงานใช้ห้องเดียวทำทุกอย่าง ทำให้เกิดปัญหาเรื่องประสิทธิภาพ และไม่สอดคล้องมาตรฐาน ความเข้าใจที่ถูกต้อง คือการแยกหน้าที่ของ QC, QA และ R&D ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นห้องปฏิบัติการในโรงงานอุตสาหกรรม สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ QC (Quality Control) → ตรวจสอบคุณภาพสินค้า QA (Quality Assurance) → ควบคุมระบบคุณภาพ R&D (Research & Development) → วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่ละประเภท มี “บทบาท และการออกแบบห้อง Lab” ที่แตกต่างกันQC (Quality Control) คืออะไร?QC คือการตรวจสอบคุณภาพของสินค้า ในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการผลิตลักษณะงาน: ตรวจวิเคราะห์ตัวอย่าง ทดสอบคุณสมบัติสินค้า ควบคุมคุณภาพก่อนส่งมอบ ลักษณะห้อง Lab: เน้นความแม่นยำและรวดเร็ว มี workflow ชัดเจน ใช้อุปกรณ์ทดสอบเฉพาะทาง เหมาะกับโรงงานที่ต้องควบคุมคุณภาพอย่างต่อเนื่องQA (Quality Assurance) คืออะไร?QA คือการควบคุม ระบบคุณภาพทั้งหมด ไม่ใช่แค่ตรวจสินค้าลักษณะงาน: ตรวจสอบกระบวนการผลิต จัดทำและควบคุมเอกสาร ตรวจ Audit และมาตรฐาน ลักษณะห้อง Lab: อาจไม่เน้นเครื่องมือหนัก เน้นระบบและการควบคุมข้อมูล เชื่อมโยงกับมาตรฐาน เช่น GMP ISO 17025 QA เป็น ระบบ มากกว่า พื้นที่R&D (Research & Development) คืออะไร?R&D คือการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างหรือปรับปรุงผลิตภัณฑ์ลักษณะงาน: ทดลองสูตร วิเคราะห์เชิงลึก พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ลักษณะห้อง Lab: ต้องมีความยืดหยุ่นสูง รองรับการทดลองหลากหลาย ใช้อุปกรณ์เฉพาะทางมากขึ้น ห้อง R&D มักมีความซับซ้อนสูงที่สุดตารางเปรียบเทียบ QC vs QA vs R&D ประเภท หน้าที่หลัก ลักษณะห้อง Lab ความซับซ้อน QC ตรวจคุณภาพสินค้า เน้น workflow และความแม่นยำ ปานกลาง QA ควบคุมระบบคุณภาพ เน้นเอกสารและมาตรฐาน ต่ำ–ปานกลาง R&D วิจัยและพัฒนา ยืดหยุ่น รองรับการทดลอง สูง เลือกห้อง Lab แบบไหนดี?ขึ้นอยู่กับ เป้าหมายของโรงงาน เน้นควบคุมคุณภาพ → QC เน้นมาตรฐานและระบบ → QA เน้นพัฒนาและนวัตกรรม → R&D ในหลายกรณี โรงงานอาจต้องใช้ มากกว่า 1 ประเภท และต้องออกแบบให้เชื่อมโยงกันมุมมองทางวิศวกรรมการออกแบบห้อง Lab ที่ดี ไม่ใช่แค่เลือกประเภทให้ถูกแต่ต้อง ออกแบบระบบให้รองรับการใช้งานจริงเช่น: QC → ต้องมี workflow ที่ลดความผิดพลาด R&D → ต้องมี flexibility สูง QA → ต้องเชื่อมโยงกับระบบมาตรฐาน การออกแบบแบบ Integrated Lab System จะช่วยให้ทุกส่วนทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพQC, QA และ R&D ไม่ใช่แค่คำเรียกแต่คือ หน้าที่ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน และส่งผลต่อการออกแบบห้องปฏิบัติการโดยตรง การเข้าใจความแตกต่างตั้งแต่ต้น จะช่วยให้คุณสามารถวางระบบห้อง Lab ได้อย่างถูกต้อง และรองรับการเติบโตขององค์กรในระยะยาวเนื้อหานี้พัฒนาโดย EASYLABผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมห้องปฏิบัติการ (Laboratory Engineering Specialist)ภายใต้แนวคิด Engineering-Based Design และ Integrated Lab Systemเพื่อให้ห้องปฏิบัติการสามารถใช้งานได้จริงและรองรับมาตรฐานในระดับสากล

135713แบนเนอร์.png

อ่านเพิ่มเติม

4 เมษายน 2569

งบประมาณสร้างห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงาน คิดอย่างไรให้ไม่บานปลาย?

หลายโรงงานเริ่มต้นโครงการห้องปฏิบัติการ (Lab) ด้วยคำถามเดียว "ต้องใช้งบเท่าไร?"แต่ในความเป็นจริง งบประมาณของห้อง Lab ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ขนาดห้อง เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ ระดับของระบบวิศวกรรม ที่ต้องการงบประมาณสร้างห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงานอุตสาหกรรม โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ:500,000 – 1,000,000 บาท → ห้อง Lab ขนาดเล็ก / ระบบพื้นฐาน1,000,000 – 2,000,000 บาท → ห้อง Lab ขนาดกลาง / ระบบครบ2,000,000 – 3,000,000+ บาท → ห้อง Lab ที่มีระบบเฉพาะทางทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ: ประเภทของงาน (QC / QA / R&D) วัสดุที่เลือกใช้ และความซับซ้อนของระบบ (Utility & Ventilation)  ปัจจัยที่มีผลต่องบประมาณ งบประมาณของห้อง Lab ไม่ได้ตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลักดังนี้1. ประเภทของห้องปฏิบัติการ ห้อง Lab QC → ระบบไม่ซับซ้อน ห้อง Lab R&D → ต้องรองรับความยืดหยุ่นสูง ห้อง Lab เคมี → ต้องมีระบบความปลอดภัยเพิ่มเติม       2. วัสดุของ Lab Furnitureวัสดุที่เลือกใช้ ส่งผลโดยตรงต่อราคาและอายุการใช้งานตัวอย่าง: Epoxy Resin → ทนสารเคมีสูง Phenolic Resin → สมดุลราคาและคุณภาพ Stainless Steel → เหมาะกับงานเฉพาะทาง  3. ระบบวิศวกรรม (Engineering System)ส่วนนี้คือ ตัวแปรสำคัญที่สุด ระบบไฟฟ้าเฉพาะทาง ระบบน้ำและ Drain ระบบแก๊ส ระบบระบายอากาศ (Fume Hood)  4. ขนาดและ Layout พื้นที่มาก → ต้นทุนเพิ่ม Layout ซับซ้อน → ติดตั้งยากขึ้น แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่ ขนาดใหญ่ คือ ออกแบบให้ใช้งานได้จริงทำไมงบประมาณถึงบานปลาย?จากประสบการณ์ในโครงการจริง สาเหตุหลักมักเกิดจาก: เริ่มต้นโดยไม่มีแบบที่ชัดเจน ออกแบบแยกระบบ (Furniture / Utility / Ventilation) เปลี่ยนแบบระหว่างดำเนินงาน เลือกวัสดุไม่เหมาะสม  แนวทางควบคุมงบประมาณเพื่อให้โครงการไม่บานปลาย ควรวางแผนตั้งแต่ต้น ดังนี้ กำหนด Scope งานให้ชัด ออกแบบแบบครบระบบ (Integrated Design) ทำ 3D ก่อนผลิตจริง ประเมินงบโดยผู้เชี่ยวชาญด้าน Laboratory Engineering  มุมมองทางวิศวกรรมในหลายโครงการ งบประมาณที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้เกิดจาก ราคาวัสดุ แต่เกิดจาก การแก้ไขหน้างาน การออกแบบแบบ Integrated Lab System ตั้งแต่ต้น จะช่วยลดต้นทุนแฝง และเพิ่มประสิทธิภาพในระยะยาวงบประมาณของห้องปฏิบัติการในโรงงาน ไม่ใช่ตัวเลขตายตัวแต่คือผลลัพธ์ของการออกแบบ + ระบบ + มาตรฐาน การวางแผนอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้น จะช่วยให้คุณได้ห้อง Lab ที่: ใช้งานได้จริง ควบคุมงบประมาณได้ และรองรับการเติบโตขององค์กรในอนาคต       เนื้อหานี้พัฒนาโดย EASYLABผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมห้องปฏิบัติการ (Laboratory Engineering Specialist)ภายใต้แนวคิด Engineering-Based Design และ Integrated Lab Systemเพื่อให้ห้องปฏิบัติการสามารถใช้งานได้จริงและรองรับมาตรฐานในระดับสากล