News & Articles

1 กันยายน 2569

Checklist เลือกผู้รับเหมาห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงาน 10 ข้อที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ

Checklist เลือกผู้รับเหมาห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงาน: 10 ข้อที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจการสร้างหรือปรับปรุงห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงาน เป็นโครงการที่ต้องพิจารณามากกว่าราคาและระยะเวลาติดตั้ง เพราะเมื่อห้องเริ่มเปิดใช้งานจริง สิ่งที่มีผลต่อการทำงานในระยะยาวคือทั้ง Layout ระบบวิศวกรรม วัสดุ อุปกรณ์ และความสอดคล้องกับมาตรฐานที่เกี่ยวข้องดังนั้น การเลือกผู้รับเหมาห้องปฏิบัติการจึงไม่ควรมองเพียงว่า “ใครเสนอราคาดีกว่า” แต่ควรพิจารณาว่า ผู้รับเหมารายนั้นมีความเข้าใจงานห้องปฏิบัติการมากพอที่จะออกแบบและเชื่อมโยงองค์ประกอบต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกันได้หรือไม่ก่อนตัดสินใจเลือกผู้รับเหมา ลองใช้ 10 ข้อต่อไปนี้เป็น Checklist ประกอบการพิจารณา Checklist 10 ข้อ ก่อนเลือกผู้รับเหมา1. มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางหรือไม่ งานห้องปฏิบัติการมีรายละเอียดแตกต่างจากงานตกแต่งหรือก่อสร้างพื้นที่ทั่วไป เพราะต้องคำนึงถึงทั้งรูปแบบการใช้งาน ระบบวิศวกรรม และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ผู้รับเหมาที่มีความเข้าใจด้าน Laboratory Engineering จึงสามารถมองเห็นข้อจำกัดและความต้องการของพื้นที่ได้มากกว่าการติดตั้งตามแบบเพียงอย่างเดียวก่อนเลือกผู้รับเหมา จึงควรตรวจสอบว่ามีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในงานห้องปฏิบัติการโดยตรงหรือไม่ 2. มีแนวคิดการออกแบบที่ชัดเจน แบบที่ดูดี ไม่ได้หมายความว่าจะทำงานได้ดีเสมอไป สิ่งที่ควรพิจารณาคือ ผู้รับเหมาเข้าใจ Workflow ของผู้ใช้งานหรือไม่ ตั้งแต่ลำดับการทำงาน การเคลื่อนย้ายตัวอย่าง ตำแหน่งอุปกรณ์ ไปจนถึงการเข้าถึงระบบต่าง ๆ รวมถึงมีแนวคิดแบบ Integrated System ที่นำองค์ประกอบภายในห้องมาพิจารณาร่วมกันหรือไม่เพราะแนวคิดในการออกแบบตั้งแต่ต้น จะส่งผลต่อประสิทธิภาพของห้องไปตลอดอายุการใช้งาน 3. เข้าใจมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ห้องปฏิบัติการแต่ละประเภทอาจมีข้อกำหนดแตกต่างกันออกไป ตัวอย่างมาตรฐานหรือระบบที่อาจเกี่ยวข้อง ได้แก่ ISO 17025, GMP และ GLP ดังนั้น ผู้รับเหมาควรมีความเข้าใจข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับโครงการ เพื่อให้การออกแบบและติดตั้งสอดคล้องกับแนวทางที่องค์กรต้องรองรับ และช่วยลดปัญหาเมื่อต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจประเมิน (Audit) 4. มีผลงานจริง (Case Study) ประสบการณ์จากโครงการจริงเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยให้เห็นความสามารถของผู้รับเหมาได้ชัดเจนขึ้นควรพิจารณาว่าเคยดำเนินโครงการที่มีลักษณะใกล้เคียงกับงานของเราหรือไม่ รวมถึงมี Case Study หรือผลงาน Before–After ที่สามารถใช้ประกอบการพิจารณาได้หรือไม่เพราะผลงานจริงช่วยให้ประเมินได้ทั้งคุณภาพงาน แนวทางการออกแบบ และประสบการณ์ในการแก้ปัญหาหน้างาน 5. ออกแบบและผลิตได้ในที่เดียว (One-stop Service) โครงการห้องปฏิบัติการมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต ไปจนถึงการติดตั้ง หากแต่ละส่วนดำเนินการโดยหลายฝ่ายที่ไม่ได้ทำงานร่วมกัน อาจเกิดช่องว่างในการสื่อสาร และนำไปสู่ความคลาดเคลื่อนระหว่างแบบกับงานจริงการเลือกผู้ให้บริการที่สามารถดูแลกระบวนการได้อย่างต่อเนื่อง หรือมีรูปแบบ One-stop Service จึงช่วยให้การประสานงานเป็นระบบมากขึ้น และลดความผิดพลาดจากการส่งต่องานระหว่างหลายฝ่าย 6. มีการทำ 3D Visualization ก่อนผลิต การเห็นแบบในรูป 2 มิติ อาจยังไม่เพียงพอสำหรับการประเมินพื้นที่ทั้งหมด 3D Visualization ช่วยให้ผู้ใช้งานเห็นภาพของห้องก่อนเริ่มสร้างจริง สามารถตรวจสอบตำแหน่งโต๊ะ อุปกรณ์ พื้นที่ใช้งาน และองค์ประกอบต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้นหากพบจุดที่ต้องปรับ ก็สามารถแก้ไขได้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ซึ่งช่วยลดการแก้ไขหน้างานและช่วยควบคุมงบประมาณของโครงการได้ดีขึ้น 7. เข้าใจระบบวิศวกรรม (Utility & Ventilation) ห้อง Lab ไม่ได้มีเพียงโต๊ะปฏิบัติการและตู้ต่าง ๆ แต่ยังมีระบบวิศวกรรมที่อยู่เบื้องหลังการใช้งานไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ ระบบแก๊ส หรือระบบระบายอากาศ ระบบเหล่านี้ต้องสัมพันธ์กับ Layout อุปกรณ์ และลักษณะการใช้งานของพื้นที่ หากออกแบบแยกออกจากกัน อาจเกิดปัญหาเมื่อนำห้องมาใช้งานจริงความเข้าใจด้าน Utility และ Ventilation จึงเป็นอีกเรื่องสำคัญที่ควรพิจารณาก่อนเลือกผู้รับเหม 8. สามารถให้คำแนะนำเชิงเทคนิคได้ ผู้รับเหมาที่ดีไม่ควรมีหน้าที่เพียงรับแบบแล้วผลิตตามแบบเท่านั้น แต่ควรสามารถให้คำแนะนำเมื่อพบว่าบางรายละเอียดอาจไม่เหมาะกับการใช้งานจริง รวมถึงเสนอทางเลือกด้านวัสดุ ระบบ หรือวิธีการออกแบบที่เหมาะสมกว่าได้เพราะในหลายโครงการ ปัญหาบางอย่างอาจมองไม่เห็นจากแบบ แต่จะเห็นได้จากประสบการณ์ในการทำงานจริง 9. มีการวางแผนโครงการที่ชัดเจน คุณภาพของงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับการออกแบบเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการบริหารโครงการด้วยก่อนเริ่มงานจึงควรมีความชัดเจนทั้งเรื่อง Timeline ขั้นตอนการทำงาน และกระบวนการควบคุมคุณภาพการวางแผนที่ดีช่วยให้ทุกฝ่ายเห็นภาพเดียวกัน ลดความเสี่ยงของงานล่าช้า และทำให้สามารถติดตามความคืบหน้าของโครงการได้ง่ายขึ้น 10. คิดในมุมระยะยาว ไม่ใช่แค่ราคาปัจจุบัน ราคาตอนเริ่มต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุนทั้งหมด สิ่งที่ควรพิจารณาควบคู่กันคือ อายุการใช้งาน การบำรุงรักษา ความเหมาะสมของวัสดุ และค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต บางทางเลือกอาจมีต้นทุนเริ่มต้นต่ำกว่า แต่หากต้องซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่เร็วกว่าที่ควร ก็อาจกลายเป็นต้นทุนที่สูงกว่าในระยะยาวดังนั้น การเปรียบเทียบผู้รับเหมาจึงควรมองที่ความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน ไม่ใช่เฉพาะราคาที่เห็นในใบเสนอราคา มุมมองทางวิศวกรรม การเลือกผู้รับเหมาห้องปฏิบัติการที่เหมาะสม ไม่ได้หมายถึงการเลือกผู้ที่เสนอราคาต่ำที่สุด แต่คือการพิจารณาว่าใครสามารถเข้าใจการใช้งาน ออกแบบพื้นที่ เชื่อมโยงระบบวิศวกรรม และพัฒนาโครงการให้สามารถนำไปใช้งานจริงได้อย่างเหมาะสมแนวคิด Engineering-Based Design และ Integrated Lab System จึงเป็นส่วนสำคัญในการพิจารณาคุณภาพของงาน เพราะห้องปฏิบัติการไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ที่มีโต๊ะและอุปกรณ์ครบ แต่เป็นพื้นที่ที่หลายระบบต้องทำงานร่วมกัน สรุป ก่อนตัดสินใจเลือกผู้รับเหมาห้องปฏิบัติการ ลองกลับมาตรวจสอบทั้ง 10 ข้ออีกครั้ง ตั้งแต่ความเชี่ยวชาญ แนวคิดการออกแบบ ความเข้าใจมาตรฐาน ผลงานที่ผ่านมา ความสามารถในการดูแลโครงการ ระบบวิศวกรรม ไปจนถึงการวางแผนและความคุ้มค่าในระยะยาวเพราะการเลือกผู้รับเหมาที่เหมาะสมตั้งแต่ต้น ไม่ได้ช่วยเพียงให้งานติดตั้งเสร็จตามแบบ แต่ยังมีส่วนช่วยให้ห้องปฏิบัติการสามารถรองรับการทำงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหลังจากเปิดใช้งาน  สําหรับองค์กรที่กำลังวางแผนออกแบบหรือปรับปรุงห้องปฏิบัติการ EASYLAB พร้อมให้คำปรึกษาด้าน Laboratory Layout, Workflow และ Integrated Lab System เพื่อช่วยวางแนวทางการออกแบบที่สอดคล้องกับมาตรฐานและการใช้งานจริงของแต่ละองค์กร Line: @skpower | skpower.co.th | Tel: 0-2431-6061-6

อ่านเพิ่ม...
152437ChatGPT Image 15 พ.ค. 2569 15_23_52.webp

อ่านเพิ่มเติม

15 พฤษภาคม 2569

ตู้ดูดควันในแล็บ ดูดควันไม่ออก — เกิดจากอะไร และอันตรายแค่ไหน?

ถ้าคุณเคยรู้สึกว่ามีกลิ่นสารเคมีรั่วออกมาจากตู้ดูดควันขณะทำงาน นั่นไม่ใช่เรื่องปกติตู้ดูดควัน (Fume Hood) คืออุปกรณ์ด้านแรกที่ปกป้องคุณจากไอสารเคมีในทุกการทดลอง แต่จากประสบการณ์กว่า 30 ปีในวงการวิศวกรรมห้องปฏิบัติการ พบว่าแล็บส่วนใหญ่ในไทยใช้ตู้ดูดควันที่ทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน โดยไม่รู้ตัวสัญญาณที่บอกว่าตู้ดูดควันของคุณมีปัญหาก่อนจะพูดถึงสาเหตุ ลองเช็กตัวเองก่อนครับว่าเคยเจอสิ่งเหล่านี้ไหม- ได้กลิ่นสารเคมีขณะทำงานอยู่หน้าตู้- เปลวไฟหรือควันเคลื่อนที่ออกด้านหน้าแทนที่จะถูกดูดเข้าไป- กระดาษทิชชูที่วางขอบตู้ไม่ถูกดูดเข้าหาตู้- ระบบส่งเสียงดังผิดปกติหรือทำงานไม่สม่ำเสมอถ้าเจอสิ่งเหล่านี้แม้แค่ข้อเดียว แสดงว่าระบบ containment ของตู้กำลังล้มเหลว และคุณกำลังสูดดมไอสารเคมีเข้าร่างกายโดยไม่รู้ตัวFace Velocity คืออะไร และทำไมถึงสำคัญที่สุดตัวเลขที่วัดประสิทธิภาพของตู้ดูดควันเรียกว่า Face Velocity ความเร็วของกระแสอากาศที่ดูดเข้าตู้ผ่านช่องเปิดด้านหน้ามาตรฐาน ASHRAE 110 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสำหรับการทดสอบ fume hood กำหนดค่า face velocity ที่ปลอดภัยไว้ที่ 0.3–0.5 เมตรต่อวินาที (60–100 fpm)ต่ำกว่านี้ = ดูดไม่พอ ไอสารเคมีรั่วออกมาสูงกว่านี้มากเกินไป = เกิด turbulence อากาศวนกลับออกมาแทนปัญหาคือแล็บส่วนใหญ่ไม่เคยวัดค่านี้เลยตั้งแต่ติดตั้ง5 สาเหตุหลักที่ทำให้ตู้ดูดควันทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน1. ออกแบบระบบ ventilation ผิดตั้งแต่แรกท่อระบายอากาศขนาดผิด หรือ fan ที่เลือกมาไม่รองรับ static pressure ที่แท้จริงของระบบ เป็นปัญหาที่แก้ยากที่สุดเพราะต้องแก้ที่การออกแบบ ไม่ใช่แค่ปรับ setting2. มีคนเปิดประตู-หน้าต่างใกล้ตู้กระแสลมจากภายนอกรบกวน airflow หน้าตู้โดยตรง แม้แค่คนเดินผ่านเร็วๆ ก็ทำให้เกิด turbulence ได้ชั่วคราว3. ตำแหน่งติดตั้งผิดตู้ดูดควันที่อยู่ใกล้ประตู ช่องแอร์ หรืออยู่ในทางสัญจรของคน จะเกิดปัญหา cross-draft ซึ่งรบกวน containment อย่างรุนแรง4. ไม่ได้รับการ maintainฝุ่นและสารตกค้างในท่อสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ airflow ลดลงทีละน้อยจนผู้ใช้งานไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง5. เปิด sash สูงเกินไปยิ่ง sash เปิดสูง พื้นที่หน้าตู้กว้างขึ้น face velocity ลดลงโดยอัตโนมัติ ตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุดคือเปิด sash ไม่เกิน 45 ซม. หรือตามที่ตู้กำหนดอันตรายที่เกิดขึ้นจริงเมื่อตู้ทำงานผิดมาตรฐานไม่ใช่แค่เรื่องกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ครับ แต่มีผลกระทบที่จับต้องได้สารเคมีหลายชนิดที่ใช้ในแล็บทั่วไปเช่น formaldehyde, benzene, หรือ acid vapor มีค่า TLV (Threshold Limit Value) ต่ำมาก การสูดดมสะสมแม้ในปริมาณน้อยทุกวันส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ ตับ และระบบประสาทในระยะยาว โดยที่ผู้ใช้งานไม่รู้สึกถึงอันตรายในทันทีวิธีเช็กเบื้องต้นที่ทำได้เองก่อนเรียกวิศวกรมาตรวจ ลองทำ smoke test อย่างง่ายครับใช้ smoke pencil หรือ smoke tube วางที่ระยะ 15 ซม. หน้า sash แล้วดูว่าควันถูกดูดเข้าตู้อย่างสม่ำเสมอหรือไม่ ถ้าควันวนกลับออกมาหรือเคลื่อนที่ผิดทิศ แสดงว่ามีปัญหา containment ชัดเจนวิธีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบตามมาตรฐาน EN14175 ที่ทำได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพงตู้ดูดควันที่ได้มาตรฐานจริงๆ ต้องผ่านอะไรบ้างตู้ดูดควันที่ปลอดภัยสำหรับงาน laboratory จริงๆ ต้องได้รับการออกแบบและทดสอบตามมาตรฐานเหล่านี้- ASHRAE 110 — ทดสอบ containment performance ด้วย tracer gas จริง- EN14175 — มาตรฐานยุโรปสำหรับ fume cupboard ทั้งด้าน safety และ performance- CE Marking — รับรองว่าผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของสหภาพยุโรปถ้าตู้ที่ใช้อยู่ไม่มีเอกสารรับรองเหล่านี้ ควรตรวจสอบกับผู้จัดจำหน่ายให้ชัดเจนสรุปสิ่งที่ควรทำทันทีถ้าสงสัยว่าตู้ดูดควันในแล็บของคุณทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน อย่ารอให้มีอาการก่อนครับทำ smoke test เบื้องต้นเอง และถ้าพบสิ่งผิดปกติให้แจ้ง lab manager หรือวิศวกรผู้รับผิดชอบทันที การวัด face velocity และทดสอบระบบ ventilation ตามมาตรฐาน ASHRAE 110 ควรทำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ไม่ใช่แค่ตอนติดตั้งครั้งแรกห้องปฏิบัติการที่ปลอดภัยไม่ได้เริ่มจากอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล แต่เริ่มจากระบบที่ออกแบบและดูแลรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่แรกเนื้อหานี้พัฒนาโดย EASYLABผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมห้องปฏิบัติการ (Laboratory Engineering Specialist)ภายใต้แนวคิด Engineering-Based Design และ Integrated Lab Systemเพื่อให้ห้องปฏิบัติการสามารถใช้งานได้จริงและรองรับมาตรฐานในระดับสากล

101621Untitled design.png

อ่านเพิ่มเติม

4 พฤษภาคม 2569

ห้อง Lab QC, QA และ R&D ต่างกันอย่างไรในโรงงานอุตสาหกรรม?

หลายองค์กรมีห้องปฏิบัติการ (Lab) แต่ยังไม่ชัดเจนว่า ควรใช้แบบไหนบางโรงงานใช้ห้องเดียวทำทุกอย่าง ทำให้เกิดปัญหาเรื่องประสิทธิภาพ และไม่สอดคล้องมาตรฐาน ความเข้าใจที่ถูกต้อง คือการแยกหน้าที่ของ QC, QA และ R&D ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นห้องปฏิบัติการในโรงงานอุตสาหกรรม สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ QC (Quality Control) → ตรวจสอบคุณภาพสินค้า QA (Quality Assurance) → ควบคุมระบบคุณภาพ R&D (Research & Development) → วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่ละประเภท มี “บทบาท และการออกแบบห้อง Lab” ที่แตกต่างกันQC (Quality Control) คืออะไร?QC คือการตรวจสอบคุณภาพของสินค้า ในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการผลิตลักษณะงาน: ตรวจวิเคราะห์ตัวอย่าง ทดสอบคุณสมบัติสินค้า ควบคุมคุณภาพก่อนส่งมอบ ลักษณะห้อง Lab: เน้นความแม่นยำและรวดเร็ว มี workflow ชัดเจน ใช้อุปกรณ์ทดสอบเฉพาะทาง เหมาะกับโรงงานที่ต้องควบคุมคุณภาพอย่างต่อเนื่องQA (Quality Assurance) คืออะไร?QA คือการควบคุม ระบบคุณภาพทั้งหมด ไม่ใช่แค่ตรวจสินค้าลักษณะงาน: ตรวจสอบกระบวนการผลิต จัดทำและควบคุมเอกสาร ตรวจ Audit และมาตรฐาน ลักษณะห้อง Lab: อาจไม่เน้นเครื่องมือหนัก เน้นระบบและการควบคุมข้อมูล เชื่อมโยงกับมาตรฐาน เช่น GMP ISO 17025 QA เป็น ระบบ มากกว่า พื้นที่R&D (Research & Development) คืออะไร?R&D คือการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างหรือปรับปรุงผลิตภัณฑ์ลักษณะงาน: ทดลองสูตร วิเคราะห์เชิงลึก พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ลักษณะห้อง Lab: ต้องมีความยืดหยุ่นสูง รองรับการทดลองหลากหลาย ใช้อุปกรณ์เฉพาะทางมากขึ้น ห้อง R&D มักมีความซับซ้อนสูงที่สุดตารางเปรียบเทียบ QC vs QA vs R&D ประเภท หน้าที่หลัก ลักษณะห้อง Lab ความซับซ้อน QC ตรวจคุณภาพสินค้า เน้น workflow และความแม่นยำ ปานกลาง QA ควบคุมระบบคุณภาพ เน้นเอกสารและมาตรฐาน ต่ำ–ปานกลาง R&D วิจัยและพัฒนา ยืดหยุ่น รองรับการทดลอง สูง เลือกห้อง Lab แบบไหนดี?ขึ้นอยู่กับ เป้าหมายของโรงงาน เน้นควบคุมคุณภาพ → QC เน้นมาตรฐานและระบบ → QA เน้นพัฒนาและนวัตกรรม → R&D ในหลายกรณี โรงงานอาจต้องใช้ มากกว่า 1 ประเภท และต้องออกแบบให้เชื่อมโยงกันมุมมองทางวิศวกรรมการออกแบบห้อง Lab ที่ดี ไม่ใช่แค่เลือกประเภทให้ถูกแต่ต้อง ออกแบบระบบให้รองรับการใช้งานจริงเช่น: QC → ต้องมี workflow ที่ลดความผิดพลาด R&D → ต้องมี flexibility สูง QA → ต้องเชื่อมโยงกับระบบมาตรฐาน การออกแบบแบบ Integrated Lab System จะช่วยให้ทุกส่วนทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพQC, QA และ R&D ไม่ใช่แค่คำเรียกแต่คือ หน้าที่ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน และส่งผลต่อการออกแบบห้องปฏิบัติการโดยตรง การเข้าใจความแตกต่างตั้งแต่ต้น จะช่วยให้คุณสามารถวางระบบห้อง Lab ได้อย่างถูกต้อง และรองรับการเติบโตขององค์กรในระยะยาวเนื้อหานี้พัฒนาโดย EASYLABผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมห้องปฏิบัติการ (Laboratory Engineering Specialist)ภายใต้แนวคิด Engineering-Based Design และ Integrated Lab Systemเพื่อให้ห้องปฏิบัติการสามารถใช้งานได้จริงและรองรับมาตรฐานในระดับสากล

135713แบนเนอร์.png

อ่านเพิ่มเติม

4 เมษายน 2569

งบประมาณสร้างห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงาน คิดอย่างไรให้ไม่บานปลาย?

หลายโรงงานเริ่มต้นโครงการห้องปฏิบัติการ (Lab) ด้วยคำถามเดียว "ต้องใช้งบเท่าไร?"แต่ในความเป็นจริง งบประมาณของห้อง Lab ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ขนาดห้อง เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ ระดับของระบบวิศวกรรม ที่ต้องการงบประมาณสร้างห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงานอุตสาหกรรม โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ:500,000 – 1,000,000 บาท → ห้อง Lab ขนาดเล็ก / ระบบพื้นฐาน1,000,000 – 2,000,000 บาท → ห้อง Lab ขนาดกลาง / ระบบครบ2,000,000 – 3,000,000+ บาท → ห้อง Lab ที่มีระบบเฉพาะทางทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ: ประเภทของงาน (QC / QA / R&D) วัสดุที่เลือกใช้ และความซับซ้อนของระบบ (Utility & Ventilation)  ปัจจัยที่มีผลต่องบประมาณ งบประมาณของห้อง Lab ไม่ได้ตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลักดังนี้1. ประเภทของห้องปฏิบัติการ ห้อง Lab QC → ระบบไม่ซับซ้อน ห้อง Lab R&D → ต้องรองรับความยืดหยุ่นสูง ห้อง Lab เคมี → ต้องมีระบบความปลอดภัยเพิ่มเติม       2. วัสดุของ Lab Furnitureวัสดุที่เลือกใช้ ส่งผลโดยตรงต่อราคาและอายุการใช้งานตัวอย่าง: Epoxy Resin → ทนสารเคมีสูง Phenolic Resin → สมดุลราคาและคุณภาพ Stainless Steel → เหมาะกับงานเฉพาะทาง  3. ระบบวิศวกรรม (Engineering System)ส่วนนี้คือ ตัวแปรสำคัญที่สุด ระบบไฟฟ้าเฉพาะทาง ระบบน้ำและ Drain ระบบแก๊ส ระบบระบายอากาศ (Fume Hood)  4. ขนาดและ Layout พื้นที่มาก → ต้นทุนเพิ่ม Layout ซับซ้อน → ติดตั้งยากขึ้น แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่ ขนาดใหญ่ คือ ออกแบบให้ใช้งานได้จริงทำไมงบประมาณถึงบานปลาย?จากประสบการณ์ในโครงการจริง สาเหตุหลักมักเกิดจาก: เริ่มต้นโดยไม่มีแบบที่ชัดเจน ออกแบบแยกระบบ (Furniture / Utility / Ventilation) เปลี่ยนแบบระหว่างดำเนินงาน เลือกวัสดุไม่เหมาะสม  แนวทางควบคุมงบประมาณเพื่อให้โครงการไม่บานปลาย ควรวางแผนตั้งแต่ต้น ดังนี้ กำหนด Scope งานให้ชัด ออกแบบแบบครบระบบ (Integrated Design) ทำ 3D ก่อนผลิตจริง ประเมินงบโดยผู้เชี่ยวชาญด้าน Laboratory Engineering  มุมมองทางวิศวกรรมในหลายโครงการ งบประมาณที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้เกิดจาก ราคาวัสดุ แต่เกิดจาก การแก้ไขหน้างาน การออกแบบแบบ Integrated Lab System ตั้งแต่ต้น จะช่วยลดต้นทุนแฝง และเพิ่มประสิทธิภาพในระยะยาวงบประมาณของห้องปฏิบัติการในโรงงาน ไม่ใช่ตัวเลขตายตัวแต่คือผลลัพธ์ของการออกแบบ + ระบบ + มาตรฐาน การวางแผนอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้น จะช่วยให้คุณได้ห้อง Lab ที่: ใช้งานได้จริง ควบคุมงบประมาณได้ และรองรับการเติบโตขององค์กรในอนาคต       เนื้อหานี้พัฒนาโดย EASYLABผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมห้องปฏิบัติการ (Laboratory Engineering Specialist)ภายใต้แนวคิด Engineering-Based Design และ Integrated Lab Systemเพื่อให้ห้องปฏิบัติการสามารถใช้งานได้จริงและรองรับมาตรฐานในระดับสากล

111824Gemini_Generated_Image_t1uxh5t1uxh5t1ux.png

อ่านเพิ่มเติม

1 เมษายน 2569

การสร้างห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงานอุตสาหกรรมต้องเริ่มจากอะไร?

หลายโรงงานเริ่มสร้างห้องปฏิบัติการ (Lab) โดยโฟกัสที่ อุปกรณ์และงบประมาณแต่ปัญหาที่พบในภายหลัง คือใช้งานไม่สอดคล้องจริง และไม่ผ่านการตรวจประเมิน (Audit) สาเหตุหลัก มักเกิดจากการ ไม่ได้ออกแบบในมุมวิศวกรรมตั้งแต่ต้นโดยทั่วไป ห้องปฏิบัติการในโรงงานอุตสาหกรรม จำเป็นต้องออกแบบให้สอดคล้องทั้ง การใช้งานจริง และ มาตรฐานที่เกี่ยวข้องการสร้างห้องปฏิบัติการ (Lab) ในโรงงานอุตสาหกรรม ควรเริ่มจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่1.กำหนดประเภทของห้อง Lab (QC / QA / R&D)2.ออกแบบให้รองรับมาตรฐาน เช่น   • ISO 17025    • GMP3.วางระบบแบบ Integrated Engineering ตั้งแต่ต้น จุดเริ่มต้นที่ถูกต้องการออกแบบห้องปฏิบัติการในโรงงาน ควรเริ่มจาก ความเข้าใจการใช้งานจริง ไม่ใช่เพียงการเลือกอุปกรณ์หรือเฟอร์นิเจอร์โดยต้องกำหนดให้ชัดเจนว่า ห้อง Lab จะถูกใช้ในงานประเภทใด เช่น งานตรวจสอบคุณภาพ (QC) หรือวิจัยและพัฒนา (R&D)มุมมองทางวิศวกรรมที่มักถูกมองข้ามในทางปฏิบัติ ห้องปฏิบัติการ (Laboratory) ไม่ใช่เพียง “พื้นที่ใช้งาน”แต่คือการรวมกันของระบบหลัก ได้แก่• Laboratory Furniture (โต๊ะและระบบจัดวางอุปกรณ์) • Utility System (ระบบไฟฟ้า น้ำ และแก๊ส)• Ventilation & Safety System (ระบบระบายอากาศและความปลอดภัย)หากออกแบบแยกส่วนจะทำให้เกิดปัญหาในการใช้งานจริงในระยะยาว ขั้นตอนการออกแบบและก่อสร้างการสร้างห้อง Lab ในโรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ ควรดำเนินการตามลำดับขั้น ดังนี้ • สำรวจพื้นที่ (Site Survey) • ออกแบบ Layout ตามลักษณะการใช้งาน (Workflow) • จำลองภาพ 3D ก่อนการผลิตจริง • ผลิตและติดตั้งระบบทั้งหมด แนวทางนี้  ช่วยลดความผิดพลาด และควบคุมงบประมาณได้ตั้งแต่ต้นงบประมาณโดยประมาณห้องปฏิบัติการในโรงงานขนาดกลาง มักใช้งบประมาณประมาณ 500,000 – 3,000,000 บาทขึ้นอยู่กับ:  • ขนาดพื้นที่  • ประเภทของงาน  • และระดับความซับซ้อนของระบบ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย• ออกแบบ Layout ไม่สอดคล้องกับการใช้งานจริง• เลือกวัสดุไม่เหมาะกับประเภทงาน• แยกออกแบบระบบแต่ละส่วน• ไม่คำนึงถึงมาตรฐานตั้งแต่ต้น การสร้างห้องปฏิบัติการในโรงงาน ไม่ใช่เพียงการติดตั้งอุปกรณ์ให้ครบ แต่ต้องเริ่มจาก แนวคิดการออกแบบเชิงวิศวกรรม เพื่อให้สามารถใช้งานได้จริง และรองรับมาตรฐานในระดับสากลเนื้อหานี้พัฒนาโดย EASYLABผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมห้องปฏิบัติการ (Laboratory Engineering Specialist)ภายใต้แนวคิด Engineering-Based Design และ Integrated Lab Systemเพื่อให้ห้องปฏิบัติการสามารถใช้งานได้จริงและรองรับมาตรฐานในระดับสากล

093047153055ปก (1).webp

อ่านเพิ่มเติม

24 มีนาคม 2569

มาตรฐาน SEFA 8 สำหรับเฟอร์นิเจอร์ห้องปฏิบัติการคืออะไร และเหตุใดจึงสำคัญต่อการออกแบบ Laboratory Design

การออกแบบห้องปฏิบัติการ (Laboratory Design) ในปัจจุบันไม่ได้พิจารณาเพียงเรื่องความสวยงามหรือการจัดวางพื้นที่ใช้งานเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงมาตรฐานด้านความปลอดภัย ความทนทานต่อสารเคมี และประสิทธิภาพในการทำงานของผู้ใช้งานอีกด้วย หนึ่งในมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลสำหรับ เฟอร์นิเจอร์ห้องปฏิบัติการ (Laboratory Furniture) คือ มาตรฐาน SEFA 8 ซึ่งถูกใช้เป็นแนวทางในการออกแบบและทดสอบเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ในห้องปฏิบัติการทั่วโลกสำหรับองค์กรที่ต้องการพัฒนาห้องปฏิบัติการให้ได้มาตรฐาน เช่น ห้องแล็บในมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล หรืออุตสาหกรรม การเข้าใจมาตรฐาน SEFA 8 ถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการออกแบบระบบ Laboratory Engineering ที่มีประสิทธิภาพSEFA คืออะไรSEFA (Scientific Equipment and Furniture Association) เป็นองค์กรในสหรัฐอเมริกาที่พัฒนามาตรฐานสำหรับอุปกรณ์และเฟอร์นิเจอร์ห้องปฏิบัติการ โดยมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับเฟอร์นิเจอร์แล็บโดยตรงคือ SEFA 8 – Laboratory Furniture Standard**มาตรฐานนี้กำหนดหลักเกณฑ์สำหรับการผลิตและทดสอบ laboratory furniture systems เช่นโต๊ะปฏิบัติการ (Laboratory Bench)- ตู้เก็บสารเคมี- ตู้แขวนและตู้ใต้โต๊ะ- ระบบโครงสร้างเฟอร์นิเจอร์เป้าหมายหลักของ SEFA 8 คือการทำให้เฟอร์นิเจอร์ห้องปฏิบัติการสามารถรองรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีสารเคมี อุณหภูมิ และการใช้งานหนักได้อย่างปลอดภัย การทดสอบสำคัญตามมาตรฐาน SEFA 8หนึ่งในจุดเด่นของมาตรฐาน SEFA 8 คือการกำหนด การทดสอบด้านความทนทานและความปลอดภัย ของเฟอร์นิเจอร์ห้องปฏิบัติการอย่างละเอียด ตัวอย่างการทดสอบที่สำคัญ ได้แก่1. Chemical Resistance Testทดสอบความทนทานต่อสารเคมี เช่น กรด ด่าง และตัวทำละลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในห้องปฏิบัติการ2. Load Bearing Testทดสอบความสามารถในการรับน้ำหนักของโครงสร้างโต๊ะและตู้ เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถรองรับเครื่องมือวิทยาศาสตร์หรืออุปกรณ์หนักได้3. Impact Resistance Testทดสอบความทนทานต่อแรงกระแทก เช่น การตกของอุปกรณ์4. Heat Resistance Testทดสอบความทนทานต่ออุณหภูมิสูง ซึ่งอาจเกิดจากการทดลองหรืออุปกรณ์ให้ความร้อนการทดสอบเหล่านี้ช่วยให้มั่นใจว่าเฟอร์นิเจอร์ห้องปฏิบัติการมีความแข็งแรงและปลอดภัยในการใช้งานระยะยาวความสัมพันธ์ระหว่าง SEFA 8 กับการออกแบบห้องปฏิบัติการมาตรฐาน SEFA 8 ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับตัวเฟอร์นิเจอร์เท่านั้น แต่ยังมีผลต่อการวางแผน การออกแบบห้องปฏิบัติการ (Laboratory Design) โดยรวม เช่น- การจัดวางโต๊ะปฏิบัติการให้เหมาะสมกับ Workflow- การเลือกวัสดุพื้นผิวที่ทนสารเคมี- การออกแบบพื้นที่ทำงานให้รองรับอุปกรณ์ทดลองนอกจากนี้ เฟอร์นิเจอร์ห้องปฏิบัติการยังต้องทำงานร่วมกับระบบสำคัญอื่น ๆ เช่น- Fume Hood สำหรับดูดไอสารเคมี- ระบบระบายอากาศในห้องปฏิบัติการ- ระบบท่อก๊าซและระบบสาธารณูปโภคดังนั้น การออกแบบห้องปฏิบัติการที่ดีจึงต้องพิจารณาทั้ง laboratory furniture, fume hood engineering และระบบวิศวกรรมห้องปฏิบัติการ ให้ทำงานร่วมกันอย่างเหมาะสมบทบาทของ Laboratory Engineering ในการพัฒนาห้องปฏิบัติการในโครงการพัฒนาห้องปฏิบัติการสมัยใหม่ การออกแบบมักดำเนินการในรูปแบบ Turnkey Laboratory Project ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่- การวางแผน laboratory design- การเลือก laboratory furniture systems- การออกแบบ fume hood- การวางระบบระบายอากาศในห้องปฏิบัติการ- การติดตั้งและทดสอบระบบในประเทศไทย บริษัทที่ให้บริการด้าน Laboratory Engineering เช่น S.K. Powerable Co., Ltd. มีบทบาทในการให้คำปรึกษา ออกแบบ และติดตั้งระบบห้องปฏิบัติการให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงแนวทางการเลือกเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับประเภทของงานวิจัยหรือการทดสอบการทำงานของผู้เชี่ยวชาญด้าน laboratory engineering ช่วยให้โครงการห้องปฏิบัติการมีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับการใช้งานในระยะยาวได้มาตรฐาน SEFA 8 เป็นหนึ่งในมาตรฐานสำคัญที่ใช้กำหนดคุณภาพและความปลอดภัยของ เฟอร์นิเจอร์ห้องปฏิบัติการ (Laboratory Furniture) โดยครอบคลุมการทดสอบด้านความทนทานต่อสารเคมี ความแข็งแรงของโครงสร้าง และความปลอดภัยในการใช้งานสำหรับองค์กรที่ต้องการพัฒนาห้องปฏิบัติการให้มีมาตรฐานระดับสากล การเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่สอดคล้องกับ SEFA 8 ควรดำเนินการควบคู่กับการวางแผน การออกแบบห้องปฏิบัติการ (Laboratory Design) รวมถึงระบบสำคัญ เช่น fume hood และ ระบบระบายอากาศในห้องปฏิบัติการเนื้อหานี้พัฒนาโดย EASYLABผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมห้องปฏิบัติการ (Laboratory Engineering Specialist)ภายใต้แนวคิด Engineering-Based Design และ Integrated Lab Systemเพื่อให้ห้องปฏิบัติการสามารถใช้งานได้จริงและรองรับมาตรฐานในระดับสากล

092235153055ปก (1) (1).webp

อ่านเพิ่มเติม

18 มีนาคม 2569

ห้องปฏิบัติการที่ดี… เริ่มต้นที่ “ความเข้าใจ”

ก่อนการเลือก Laboratory Furniture หรือการติดตั้ง Lab Bench หลายคนมักเข้าใจว่าการสร้างห้องปฏิบัติการ (Laboratory) เริ่มต้นจากการเลือกโต๊ะแล็บหรืออุปกรณ์ที่ดูแข็งแรงและทนทาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ห้องปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพต้องเริ่มต้นจากการออกแบบที่ดี ซึ่งคำนึงถึงการใช้งานจริง ความปลอดภัย และการไหลของการทำงาน (Workflow) ภายในพื้นที่การออกแบบ Laboratory Design ที่ดีไม่ใช่เพียงการจัดวางอุปกรณ์ แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดความเสี่ยง และรองรับมาตรฐานความปลอดภัยในระดับสากลก่อนเริ่มต้นออกแบบหรือปรับปรุงห้องแล็บ มี 5 ปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณา1. ประเภทของห้องปฏิบัติการ (Lab Type)ขั้นตอนแรกของ Laboratory Design คือการกำหนดประเภทของห้องปฏิบัติการ เพราะห้องแล็บแต่ละประเภทมีความต้องการที่แตกต่างกัน เช่น- ห้องปฏิบัติการเคมี (Chemical Lab)- ห้องจุลชีววิทยา (Microbiology Lab)- ห้องปฏิบัติการด้านอาหารหรือยา- ห้องวิจัยและพัฒนา (Research & Development Lab)ประเภทของงานวิจัยจะกำหนดทั้งการเลือก Lab Bench, ระบบระบายอากาศ และการเลือก Laboratory Furniture ที่เหมาะสม2. ระบบระบายอากาศ (Ventilation System)หัวใจสำคัญของห้องปฏิบัติการคือ ระบบระบายอากาศ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของผู้ใช้งานการออกแบบระบบ Ventilation ต้องคำนึงถึง- การหมุนเวียนอากาศภายในห้อง- การควบคุมสารเคมีระเหย- ระบบกำจัดอากาศเสีย (Exhaust System)อุปกรณ์ที่สำคัญในระบบนี้คือ Fume Hood ซึ่งช่วยดูดและกำจัดไอระเหยของสารเคมีออกจากพื้นที่ทำงาน ลดความเสี่ยงต่อผู้ปฏิบัติงานและป้องกันการสะสมของสารอันตรายในห้องแล็บ3. การวางผังห้องปฏิบัติการ (Laboratory Layout & Workflow)การวางผังพื้นที่หรือ Lab Layout มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานโดยตรงการออกแบบที่ดีควร- ลดการเดินที่ไม่จำเป็น (Waste of Movement)- ป้องกันการปนเปื้อน (Cross-contamination)- จัดตำแหน่ง Lab Bench และอุปกรณ์ให้เหมาะกับลำดับการทำงาน- การออกแบบ Workflow ที่เหมาะสมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุภายในห้องปฏิบัติการ4. การเลือกวัสดุ (Material Selection)วัสดุที่ใช้ใน Laboratory Furniture และ Lab Bench ต้องสามารถทนต่อสารเคมี- ความร้อน- ความชื้น- การกัดกร่อนการเลือกวัสดุที่เหมาะสม เช่น Chemical Resistant Worktop หรือ Epoxy Resin Surface จะช่วยยืดอายุการใช้งานของเฟอร์นิเจอร์ห้องแล็บ และช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาในระยะยาว5. มาตรฐานความปลอดภัย (Safety Standards)ห้องปฏิบัติการที่ดีต้องออกแบบภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล เช่น- SEFA Standard สำหรับ Laboratory Furniture- ASHRAE 110 สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพของ Fume Hood- EN14175 มาตรฐานด้านความปลอดภัยของระบบดูดควันมาตรฐานเหล่านี้ช่วยให้มั่นใจว่าห้องปฏิบัติการมีความปลอดภัย และสามารถรองรับการใช้งานในระดับวิจัยหรืออุตสาหกรรมได้ห้องปฏิบัติการที่ดี เริ่มต้นจากการออกแบบที่ถูกต้องการออกแบบห้องปฏิบัติการไม่ใช่เพียงการเลือก Lab Bench หรือ Laboratory Furniture ที่มีคุณภาพเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบทั้งหมด ตั้งแต่การวางผังพื้นที่ ระบบระบายอากาศ การเลือกวัสดุ ไปจนถึงมาตรฐานความปลอดภัยเนื้อหานี้พัฒนาโดย EASYLABผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมห้องปฏิบัติการ (Laboratory Engineering Specialist)ภายใต้แนวคิด Engineering-Based Design และ Integrated Lab Systemเพื่อให้ห้องปฏิบัติการสามารถใช้งานได้จริงและรองรับมาตรฐานในระดับสากล